Kiss x No.02
posted on 20 Jan 2011 01:23 by popsical-kwan
Decision
คาซึยะถูกเรียกให้เข้ามาที่บริษัทเพื่อทำการสอนพิเศษเป็นครั้งสุดท้าย
เหลือเวลาอีกประมาณเดือนเศษการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศก็จะเริ่มขึ้น นักเรียนคนพิเศษนั่งประจำโต๊ะซ้ายขวาเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนที่เขาเปิดประตูเข้าไป โคตะส่งเสียงทักทายพร้อมรอยยิ้มกว้างขวางอันเป็นเสน่ห์ประจำตัวของเด็กหนุ่ม ส่วนใครอีกคนจะปั้นหน้าอย่างไรนั้นคาเมะทำเป็นมองไม่เห็นเสีย
“ไม่เจอกันนาน คาเมะจังสบายดีนะครับ”
“อื้อ ได้ข่าวว่างานหนักมากหรือ”
“ช่วงโปรโมทแรกๆ ก็หนักนะ แต่ตอนนี้พอมีเวลาว่างบ้าง...นิดหน่อย” เวลาว่างนิดหน่อยก็ยังต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุดด้วยการเรียนพิเศษ
“อีกหน่อยคงมีเวลาได้หยุดพักเพิ่มขึ้นเพราะไม่ต้องเรียนพิเศษแล้ว”
“ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมสำหรับการสอบเลย...คาเมะจังสอนต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือครับ สอนไปจนกว่าจะถึงวันสอบเลย”
“ไม่ได้หรอก ทางผู้ใหญ่คงไม่ยอม”
“ผู้ใหญ่ไม่ยอมหรือว่าเซนเซมีเวลาให้เท่านี้ครับ” อาจารย์ตัวขาวเม้มปากแน่นตวัดหางตามองคนที่พูดแค่ประโยคเดียวก็สามารถกวนอารมณ์ให้ขุ่นมัว มองแล้วถึงได้รู้ว่าพลาดไปถนัดใจ จินฟุบใบหน้าลงกับท่อนแขนท่วงท่าคล้ายคนเพิ่งตื่นนอน แต่ไม่ใช่หรอกเพราะหมอนั่นกำลังยิ้มในหน้ามองตรงมาด้วยสายตาวาววับ
“ขอข้อสอบของสัปดาห์ก่อนด้วย” การเปลี่ยนเรื่องน่าจะดีที่สุด บนโต๊ะประจำตำแหน่งมีชุดข้อสอบของโคตะวางไว้เรียบร้อยแล้วฉะนั้นคนที่คาเมะเจาะจงพูดด้วยเห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของรอยยิ้มกวนประสาท คาเมะเพิ่งสังเกตเห็นว่าผิวขาวจัดดูคล้ำเข้มขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย...
“ฝากด้วยนะครับเซนเซ...ตกลงคุณได้โปสการ์ดแล้วแน่นะ” จังหวะที่โคตะให้ความสนใจกับสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ จินก็ฉวยโอกาสโน้มตัวลงถามในสิ่งที่ยังค้างคาใจด้วยเสียงทุ้มต่ำที่พยายามให้เบาที่สุด
“อือ”
“ชอบไหม” หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่น จะมาถามว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรตอนนี้ละ
“ไม่ชอบ ถอยไปได้แล้ว”
“ทำไมละ ผมเลือกอย่างดีเลยนะ หรือคุณไม่ชอบรูปบนเตียง...”
“ผมไม่ชอบที่คุณทำแบบนี้นะอาคานิชิ ถอยไปนั่งที่เดิมเดี๋ยวนี้!” จินถอยไปนั่งประจำที่ตั้งแต่ก่อนติวเตอร์คนเก่งจะออกปากเสียอีก
“หวังว่าคะแนนครั้งนี้จะเป็นที่พอใจของคุณนะ” คนตัวโตนั่งเท้าคางมองพร้อมประกายระรื่นในแววตา คาเมะมองแล้วก็คิดว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้เขาพอใจคือการได้ลบรอยยิ้มออกจากใบหน้าหล่อๆ นั่นมากกว่า
“มาตรฐานความพึงพอใจของผมค่อนข้างสูง”
“ไม่รู้ว่า...คะแนนเต็มนี่จะดีพอสำหรับอาจารย์หรือเปล่า”
“ความพึงพอใจของผมไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้”
“เกี่ยวสิ...คาเมะน่ะเกี่ยวทุกอย่างแหละ อย่าลืมว่าผมวางเดิมพันอะไรไว้”
“นั่นมันเรื่องของคุณ ผม...”
“ขอโทษนะครับคาเมะจัง พอดีว่าทางรายการโทรมาจะไม่รับก็ไม่ได้เสียด้วย” เด็กหนุ่มตัวผอมโผล่เข้ามาได้ถูกจังหวะเวลาเสียจนคาเมะนึกอยากตบรางวัล ส่วนคนเป็นพี่คงอยากตบกะบาลคนน้องมากกว่าอะไรทั้งหมด
“คุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือครับ ท่าทางซีเรียส”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องข้อสอบน่ะ...ตกลงยังมุ่งมั่นกับที่เดิมหรือว่าเปลี่ยนเป้าหมายแล้ว” โคตะยิ้มแหย เหลือบตามองไปทางคนพี่ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบคำถามของติวเตอร์
“เปลี่ยนแล้วครับ ผมว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่คะแนนเฉลี่ยต่ำลงมาหน่อยจะได้ไม่ลำบากตอนอ่านหนังสือ”
“จริงๆ ดูจากคะแนนแล้วพี่ว่าก็พอไหวนะ ไม่ลองหน่อยหรอ” เห็นอาการส่ายหน้าอย่างยอมแพ้คาเมะก็ไม่อยากทำลายความตั้งใจ
“ก็...แล้วแต่ความสมัครใจของคนเรียนนะ ขอเวลาตรวจข้อสอบสักครู่” คาซึยะเริ่มต้นการตรวจข้อสอบด้วยความรู้สึกเรียบเรื่อย แต่ไม่นานอารมณ์ที่เคยปกติก็เริ่มแปรเปลี่ยน ใบหน้าเรียวเงยขึ้นมองไปทางซ้ายมือบ่อยครั้ง อาการเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมเสียงถอนลมหายใจผะแผ่วกลับเรียกรอยยิ้มในหน้าของจินให้กว้างขึ้น ไม่นานเสียงใสก็บอกในสิ่งที่นักร้องหนุ่มกำลังรอคอย
“คุณทำข้อสอบได้หมดทุกข้อ คะแนนเต็ม...นายด้วยนะโคตะ คะแนนเต็มทั้งคู่เลย!” ยิ้มกว้างจางลงเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วฉับ จินหรี่ตามองรอยยิ้มเต็มวงหน้าของรุ่นน้องด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจ
“วันนี้มีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว พี่คงไม่มีอะไรจะสอนแต่จะเปิดโอกาสให้ถาม” คำแทนตัวว่า-พี่-มีสำหรับเด็กหนุ่มตัวผอมเพียงคนเดียว...แต่จินไม่เคยเดือดร้อนเรื่องนี้อยู่แล้ว ถึงจะฉลาด หัวไว จนเรียนข้ามหน้าข้ามตาเขาไปหลายปีแต่ให้ยังไงก็เกิดทีหลังนี่หว่า
“งั้น...เปลี่ยนเป็นคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเรียนได้ไหม”
“เอางั้นก็ได้”
“เด็กมอทีส่วนใหญ่น่ารักเหมือนคาเมะจังทุกคนหรือเปล่า” แค่คำถามแรกก็จุดรอยยิ้มปนเสียงหัวเราะจากคาซึยะได้ทันที โคตะทำหน้าสนใจใคร่รู้จริงจังเสียจนชวนให้อ่อนใจมากกว่ากระดากกับคำชมที่ติดมาในประโยค “ขนาดพี่ยังน่ารักในสายตานาย เห็นทีว่าถ้ามีโชว์เคสโปรโมทที่มหาวิทยาลัยเมื่อไหร่คงต้องเตรียมตัวให้ดีก่อนไปละ”
“ปลายปีนี้ทางค่ายมีแผนจะเจาะกลุ่มนักศึกษาถึงถิ่นเหมือนกันครับ”
“ดีนะ กลุ่มนักศึกษาเป็นกำลังซื้อสำคัญเลยล่ะ”
“หือ คาเมะจังรู้ด้วยหรือครับ”
“อ่อ...ฮิโระเคยเล่าให้ฟังน่ะ” คาเมะเคยได้ยินฮิโรกิเล่าให้ฟังจริงๆ นั่นแหละ
“จะว่าไป คาเมะจังกับฮิโระจังไม่เหมือนกันเลยแล้วมาเป็นเพื่อนกันได้ยังไงครับ” คนตั้งคำถามยังมีแค่โคตะ และคาเมะก็ดีใจที่เป็นเช่นนั้นเพราะนั่นก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับการไม่ต้องหันไปมองสบตาคนที่นั่งทางซ้ายมือ คำถามของโคตะยังไม่ได้รับคำตอบเพราะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตู แค่เห็นใบหน้าของคนที่เปิดประตูเข้ามาทุกชีวิตในห้องนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเวลาสำหรับชั่วโมงสุดท้ายของการติวได้หมดลงแล้ว
“ขอโทษนะคาซึยะ แต่เจ้าพวกนี้ต้องไปทำงานแล้ว โคตะมีมีตติ้ง ส่วนจินมีถ่ายแบบกับอัดรายการอีกสองแห่งน่ะ” โคตะขยับตัวทันทีแต่คนทางฝั่งซ้ายดูเหมือนจะยังนิ่ง
“ไม่เป็นไรครับ เสร็จธุระพอดีเหมือนกัน”
“ขอบคุณมากนะที่ยอมมาสอนไอ้พวกนี้ เวลามันกระชั้นจริงๆ ช่วงนี้แต่ละคนก็งานหนักด้วยไม่รู้จะไหวกันหรือเปล่า” คาเมะไม่แสดงความคิดเห็นนอกจากยิ้มน้อยๆ
“ขอบคุณคาเมะจังมากนะ วันสอบผมจะพยายามให้ถึงที่สุด”
“พี่ว่าพยายามตั้งแต่ก่อนสอบน่าจะดีกว่า พอถึงวันสอบจะได้สบายหน่อย” โคตะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก้มศีรษะรับคำแนะนำของติวเตอร์จากนั้นก็หันไปส่งเสียงเรียกคนเป็นพี่ที่ยังนั่งเฉย
“พี่จินลุกขึ้นดิ๊ ไม่ไปหรือไง”
“รีบนักก็ไปก่อนสิ บอกอากิซังด้วยว่าอีกเดี๋ยวจะตามไป” คาเมะฟังคำสนทนาของคนทั้งสองพร้อมกับก้มหน้าก้มตาเก็บสัมภาระที่มีไม่มากนัก พอแผ่นหลังของโคตะพ้นประตูไปร่างบางก็ถูกกักไว้ด้วยกำแพงมนุษย์อีกทอดหนึ่ง
“หลบไป”
“ขอบคุณนะ” คาเมะดึงตัวเองให้ถอยหลังไปหนึ่งหรือสองก้าวก็ไม่แน่ใจ คำขอบคุณของจินไม่ระบุชัดเจนว่ามาจากเรื่องใด
“ไม่เป็นไร ผมได้ค่าตอบแทนจากการทำงานอยู่แล้ว” มือขาวกระชับสายกระเป๋าเป้ไว้แน่นพอเงยหน้ามองสบตาคู่คมความทรงจำของวันหนึ่งที่ต้องอยู่กันตามลำพังในห้องนี้ก็จู่โจมทันที “ผมยังยืนยันคำเดิมที่เคยบอกไว้เรื่องการสอบเข้า ผมเลือกมหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่คุณจะไปทำงาน”
“ครับ ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นหวังว่าผมคงมีโอกาสได้สอนคุณ...ขอทางด้วยครับ”
“ผมอยากได้คำตอบเรื่องที่เคยถามคุณไว้” คาเมะขยับตัวยุกยิกตาเรียวมองหาทางออกแต่ก็ยังอับจนเต็มที
“เรื่องของคุณไม่เกี่ยวกับผม”
“เกี่ยวสิเพราะมีแค่คุณที่จะตอบคำถามของผมได้ ผมขอแค่โอกาสคุณให้ผมไม่ได้เลยหรือคาเมะ” ร่างสูงสืบเท้าเข้าใกล้พลอยทำให้คาเมะต้องถอยร่นเข้าด้านในมากขึ้น
“ผมไม่มีเวลาสำหรับเรื่องล้อเล่นของคุณหรอก”
“ผมไม่ได้ล้อเล่น ผมเคยบอกคุณแล้ว...ผมชอบคุณ...” อีกแล้ว พูดคำนี้อีกแล้ว พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังต่างกับเวลาปกติที่มักจะคอยกวนใจให้คาเมะหงุดหงิดอยู่เสมอ...จินจะเอายังไงกันแน่
“คุณไม่ได้ชอบผมจริงหรอกครับ มัน...ก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ พอเราไม่ได้เจอกันอีกหน่อยคุณก็จะลืม”
“ไม่! คุณดูถูกผมเกินไปนะเซนเซ...” คาเมะสะดุ้งกับถ้อยคำปฏิเสธที่ตวาดเสียงดังจากนั้นก็ใจหายวับกับเสียงทุ้มที่ปรับให้อ่อนเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน ถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้าหล่อเหลากำลังก้มต่ำจนแก้มขาวรับรู้ถึงลมหายใจผะผ่าวคาเมะก็คงจับกระแสตัดพ้อไม่ได้เลย โอย...ได้โปรดละใครก็ได้ช่วยเดินกลับมาตามจินเสียที คิ้วสีน้ำตาลเข้มลากยาวจรดหางตา ดวงตาคมหวานรับกันดีกับผมทรงใหม่ ริมฝีปากอิ่มสีแดงสด ทุกอย่างของคนตรงหน้ากำลังทำให้ติวเตอร์คนเก่งแข้งขาอ่อน จะโกรธก็ทำได้ไม่ถนัดใจเหมือนทุกที คาเมะเห็นแววพ่ายแพ้วิ่งมาลิ่วๆ แล้วตอนนี้
“ผม...ถอยไปนะอาคานิชิ!” คาเมะตกใจเพราะจมูกโด่งปัดผ่านพวงแก้มอย่างจงใจ สองมือยกขึ้นทั้งผลักทั้งดันไปบนอกกว้างแต่เหมือนเป็นใจให้คนตัวโตกว่ารวบจับพันธนาการไว้ด้วยมือข้างเดียว
“วันนี้ผมจะไม่หยุดจนกว่าคาเมะจะยอมรับปาก” ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยความตระหนกน่าแปลกที่คาเมะเพิ่งจับกระแสแห่งอันตรายไว้ได้ก็ในตอนที่ร่างทั้งร่างถูกกอดรัดแน่นหนา กลิ่นกายที่แม้จะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าคนแปลกหน้าแต่ก็ใช่ว่าคุ้นเคยกรุ่นอยู่ในจมูก ยิ่งดิ้นรนขัดขืนก็เหมือนจะถูกดึงให้จมลึกลงสู่แผ่นอกแข็งแกร่ง...นี่นายจะทำอะไรได้บ้างไหมคาซึยะ!
“ขอแค่โอกาส สัญญาว่าถ้าผมทำอย่างที่พูดไม่ได้...ผมจะไม่ยุ่งวุ่นวายกับคุณอีกเลย” เสียงกระซิบดังอยู่ข้างขมับแต่จะซ้ายหรือขวาก็สุดรู้ ดูเหมือนหนทางรอดพ้นจะถูกปิดตายเหลือไว้แค่ช่องทางเล็กแคบ แสนอันตราย
“อื้อ โอเค ตกลง อยากจะทำอะไรก็เรื่องของนายเถอะ! ปล่อยได้แล้ว!” เสียงพร่าระล่ำระลักตอบรับคำขอที่จินเฝ้าอ้อนวอนทั้งคำพูดและสัมผัสชิดเชื้อที่คนตัวเล็กไม่ได้ต้องการ ความขุ่นเคืองบวกกับอารมณ์หวิววับในอกพลอยทำให้หลงลืมสถานะระหว่างกัน สรรพนามเรียกขานที่เคยจงใจเว้นไว้เพื่อรักษาระยะห่างเปลี่ยนไป
“ผมมั่นใจว่าคนอย่างคาเมนาชิเซนเซจะไม่มีวันลืมคำพูดของตัวเอง...ขอบคุณครับที่ให้โอกาสผม” ใบหน้าเนียนแดงก่ำยามถูกดันออกจากอกกว้าง ไรผมอ่อนบางชื้นเหงื่อเพราะแรงดิ้นรน มือหนาเกลี่ยเก็บเส้นผมให้พ้นใบหน้าเรียวแล้วจึงถือโอกาสไล้ปลายนิ้วลงบนผิวแก้มนิ่ม คาเมะอยากถอยหนีแต่เพิ่งรู้ตัวว่าแผ่นหลังชนกับชั้นวางหนังสือเสียแล้ว พออีกฝ่ายก้มหน้าต่ำเด็กหนุ่มก็ทำได้แค่เบิกตากว้างเพราะเสียงร้องถูกเก็บกลืนไปพร้อมริมฝีปากหนาที่ทาบทับแนบชิด แผ่วหวิวแต่กลับทิ้งร่องรอยร้อนวูบวาบทั่วร่าง
“มัดจำสำหรับอนาคต...เชื่อไหมว่าผมจะทำสำเร็จ”
เชื่อหรือไม่คาซึยะก็เห็นจะหมดทางเลือกนับตั้งแต่วินาทีนั้น
“แน่ใจนะจินว่าแค่อยากมาบอกเรื่องผลสอบ ไม่ได้มีอย่างอื่นแอบแฝง” สงสัยก็สงสัยแต่ในความสงสัยมันก็มีบางอารมณ์ที่ใคร่จะรู้ให้กระจ่างแจ้ง การยอมตามใจน้องชาย(ร่วมโลก) ด้วยการขับรถพามาส่งที่บ้านเพื่อนรัก บางอย่างคำพูดมันก็ไม่เพียงพอและชัดเจนเท่าการกระทำ ทว่าฮิโรกิสังหรณ์ใจเหลือเกินว่าจินกำลังจะให้คำตอบกับตนทั้งคำพูดและการกระทำที่คงตามมาในไม่ช้า
“ผมกับคาเมะมีเรื่องต้องตกลงกัน”
“คุยกันทางโทรศัพท์ไม่ได้เลยหรือไง ทำไมต้องมาหาที่บ้านด้วย...เสี่ยงนะเนี่ย” เจ้าของรถที่ควรจะเป็นคนขับแต่ถูกย้ายตำแหน่งให้ไปประจำเป็นคนนั่งข้างๆ ออกความเห็นถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
“ฮิโระจังเป็นนักข่าว ปกติมีหน้าที่เขียนข่าวเชียร์ผม ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจริงพี่จะยอมให้คนอื่นเขียนเรื่องแย่ๆ ของน้องตัวเองได้หรือคุณคอลัมนิสต์คนเก่ง...ผมต้องเลี้ยวทางไหน ซ้ายหรือขวา”
“เลี้ยวขวาบ้านหลังสีขาวซ้ายมือ แสดงว่าที่อยากให้มาด้วยก็เพราะเรื่องนี้ใช่ไหม...ไม้กันหมา ตกลงมีอะไรต้องคุยกัน”
“หลังจากวันนี้ฮิโระจังลองถามเพื่อนเอาเองนะ...ผมพูดมากไปคงไม่ดี”
“ในฐานะไม้กันหมา ฉันว่าฉันมีสิทธิ์รู้นะ”
“ผมถึงบอกให้ไปถามคาเมะเอาเอง...หลังนี้ใช่ไหม” พอพี่คนเก่งพยักหน้าเป็นคำตอบว่าใช่จินก็อาศัยความรวดเร็วเปิดประตูลงไปยืนท่ามกลางแสงไฟสีเหลืองนวล ร่างสูงผ่านรั้วหน้าบ้านไปได้ด้วยจังหวะกระโดดเหวี่ยงขาข้ามเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็มาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านชั้นในโดยมีร่างของฮิโรกิชะเง้อคออยู่นอกรั้ว เห็นชัดว่าพี่คนเก่งพยายามใช้วิธีเดียวกันในการก้าวผ่านแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ
“จิน! รอก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปนะ” ฮิโรกิพยายามใช้เสียงให้น้อยที่สุด แม้จะไม่ใช่กลางวันแต่ช่วงค่ำเช่นนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่ดีสำหรับการส่งเสียงดังโดยไม่เกรงใจเพื่อนบ้าน จินไม่ได้หยุดสนใจการห้ามปรามของพี่ชาย เสียงกดออดยาวเป็นสัญญาณสากลดังขึ้น ไม่นานเสียงของการเคลื่อนไหวจากภายในบ้านที่ยังสว่างด้วยแสงไฟก็ดำเนินมาถึงประตู
“ใครครับ?”
“ผมเอง...ผมมากับฮิโระจัง คุณเปิดประตูหน่อยสิ” จินต่อตากับเจ้าของบ้านผ่านทางช่องเล็กๆ บนประตู รู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ ที่คนด้านในมีความรอบคอบระมัดระวังตัวไม่ผลุนผลันเปิดประตูออกมาในทันที เสียงปลดล็อคแผ่วเบายังไม่ทันที่บานประตูจะเปิดออกชายหนุ่มก็รั้งลูกบิดไว้มั่นดันเบาๆ พาตัวเองผ่านช่องแคบของประตูเข้าสู่บริเวณบ้านได้อย่างรวดเร็ว
“อ๊ะ...แล้วฮิโระละอยู่ไหน” เจ้าของบ้านถอยหลังกรูด พอยืนห่างจากร่างสูงได้ในระยะที่คิดว่า(น่าจะ)เพียงพอก็ออกปากถามหาเพื่อนรักทันที จินมองใบหน้าเรียวขาวจัดพร้อมรอยกระตุกที่มุมปาก
“ฮิโระจังคงกำลังหาทางเข้ามาอยู่ละมั้ง คาเมะล็อคประตูรั้วหน้าบ้านแต่ผมกระโดดข้ามมา” ผู้บุกรุกยอมรับหน้าชื่นแถมยังสืบเท้าเข้าหาร่างเล็กที่ขยับถอยร่นเข้าสู่ด้านในทีละน้อย “งั้นผมจะไปเปิดประตูรั้วให้ฮิโระเข้ามา”
“ไม่ต้องห่วงฮิโระจังหรอก ผมต่างหากที่มีธุระกับคุณ” ต้นแขนถูกรั้งไว้ก่อนที่จะได้เดินผ่านไปทำสิ่งที่ตั้งใจ ร่างน้อยซวนเซเข้าหาแขกผู้มาเยือนราวนกปีกหัก
“อาคานิชิ กรุณารักษามารยาทด้วย อย่ามาทำรุ่มร่ามในบ้านผมนะ!”
“ไม่ได้หรอกเพราะที่อื่นคงประเจิดประเจ้อไป...ผลสอบออกแล้วนะครับเซนเซ” คาเมะพยายามชะเง้อคอมองออกไปนอกตัวบ้านราวกับกำลังหวังว่าฮิโรกิอาจจะปีนหน้าต่างเข้ามาช่วยทันทีที่ตนร้องเรียก แต่ในความเป็นจริงยังมีแค่ความสงบของสรรพสิ่งและท่วงท่าคุกคามของจิน
“ผลสอบอะไร” รู้อยู่แก่ใจดีนับตั้งแต่เห็นรถของฮิโรกิมาจอดที่หน้าบ้าน แต่ก็ยังหลงกลเปิดประตูรับตัวอันตรายเข้ามาโดยไม่คิด ฮิโระจะผ่านประตูเข้ามาได้อย่างไรในเมื่อตนเป็นคนล็อคประตูรั้วด้วยตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือคุณคอลัมนิสต์คนเก่งไม่เป็นห่วงกันบ้างหรืออย่างไรทั้งที่เห็นเต็มตาว่าน้องชายตัวเองเพิ่งจะบุกเข้ามาในบ้านเพื่อนฝูงยามวิกาลเช่นนี้...พ่อคนซื่อตลอดศก!
“ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยของผมไง ตอนนี้ผมเรียกคุณว่าอาจารย์ได้เต็มปากแล้วนะ...คาซึยะเซนเซ” คาซึยะเซนเซทำปากเบ้ละความพยายามที่จะรั้งข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุมเพราะรู้ว่ามันเสียพลังงานเปล่า
“ดีละ ในเมื่อผมกำลังจะกลายเป็นอาจารย์คุณ คุณก็ควรให้เกียรติกันด้วย...ปล่อยมือได้แล้ว!” จินรั้งร่างเล็กเข้าใกล้รวบเอวบางไว้ด้วยมือข้างหนึ่งจากนั้นก็ตรึงไว้ใต้แผ่นอกกว้าง
“ผมมาทวงสัญญา”
“อาจารย์กับลูกศิษย์ไม่ควรเกินเลย!”
“คาเมะขี้โกง!”
“ผมพูดเรื่องจริงต่างหาก ในเมื่อคุณกำลังจะกลายมาเป็นลูกศิษย์ผม ความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่านั้นย่อมไม่เป็นที่ยอมรับได้”
“ไม่! ผมไม่ได้สอบเข้าคณะที่คุณจะสอน”
“แต่ผมอยู่ในฐานะอาจารย์ของนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย!”
“คุณโกงผม!”
“ผมเปล่า...แต่เพราะมันคือความจริงที่คุณต้องยอมรับ” คาเมะเชิดหน้าต่อตาอย่างไม่ยอมแพ้แม้จะอยู่ในภาวะที่เรียกว่าเสียเปรียบทุกทาง สิ่งที่เขาพูดคือความจริงทุกประการและตอนนี้คาเมะก็อยากรู้เหลือเกินว่าจินจะดื้อรั้นไปในทิศทางใด...ความมุ่งมั่นของหมอนี่จะไม่มีที่สิ้นสุดหรือมันจะจบลงเพียงแค่เหตุผลและกฎของสังคมที่รายล้อม
“ไม่หรอกคาเมะ ความจริงอย่างเดียวที่ผมจะยอมรับก็คือประโยคตอบตกลงของคุณเท่านั้น อย่าพยายามทำให้ผมไขว้เขวด้วยเรื่องงี่เง่าพวกนี้เลย...ผมกับคุณเราตกลงเป็นแฟนกันเสียตั้งแต่ตอนนี้ ตอนที่ผมยังไม่อยู่ในสถานภาพของการเป็นนักศึกษา และคุณก็ยังไม่ได้รับตำแหน่งอาจารย์อย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้นข้ออ้างของคุณมันใช้ไม่ได้...นอกจากคุณคิดจะโกงผมจริงๆ” คนถูกกล่าวหาว่าจะโกงทำหน้ามุ่ย จะโกงได้อย่างไรในเมื่อไม่ได้เต็มใจรับข้อตกลงนี้ตั้งแต่แรก
“อย่ามาหาความ เราไม่ได้เต็มใจรับข้อตกลงนี้ด้วยซ้ำ” พอหมดข้ออ้างก็พารวนออกเรื่องอื่นหน้าตาเฉย คาซึยะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังปล่อยให้อีกฝ่ายกอดเอาง่ายๆ สุ้มเสียงที่ใช้ก็เริ่มคลายความตึงเครียดลงเหลือแค่หางเสียงที่ตวัดขึ้นสูงน้อยๆ บอกว่าเริ่มขุ่นมัว
“เพิ่งรู้ว่าคาเมะก็รวนเก่ง”
“ใครรวน...เราเปล่า อ๊ะ!” จูบครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งใดเลย จินประกบริมฝีปากบดเบียดเรียวปากบาง ฟันคมกดย้ำลงบนเนื้อนิ่มอย่างต้องการลงทัณฑ์พอเด็กหนุ่มส่งเสียงครางบอกให้รู้ว่าเริ่มเจ็บก็เปลี่ยนเป็นดูดดึงปลอบประโลม ร่างน้อยในอ้อมกอดหยุดดิ้นรนขัดขืนเหลือเพียงอาการโอนอ่อนคล้ายหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะต้านทาน
“อ้าปากอีกหน่อยได้ไหม ผมอยากชิมคุณให้มากกว่านี้” คาเมะได้ยินเสียงอ้อนวอนขอและทั้งที่จิตใจร่ำร้องว่าให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามแต่ริมฝีปากกลับทรยศด้วยการเผยอแยกจนสัมผัสนุ่มหยุ่นโจนจ้วงเข้าสู่โพรงปาก ลิ้นร้อนได้รับการต้อนรับด้วยอาการตื่นตระหนกและแรงดันที่แผ่นอก มือหนาตรึงท้ายทอยให้อยู่นิ่งจนจินสามารถดุนดันลิ้นเล็กให้มีชีวิตชีวาตอบสนองอาการเร่งเร้าอย่างกระตือรือร้น
“คาเมะหวาน...มาก บอกสิ ผมจะหยุดได้ยังไง” คาเมะอยู่ในอาการครึ่งๆ ระหว่างความมึนเมากับลุ่มหลงที่ถูกถ่ายทอดผ่านจูบหนักเบาสลับกัน จินจูบจนรู้สึกว่าคนตัวเล็กหายใจไม่ทันจึงยอมผละออกเพื่อแตะแต้มริมฝีปากไปตามแก้มขาว แนวกรามเล็ก เลยไปถึงซอกคอและหลังใบหูบาง
“อื่อ...จะทำอะไรน่ะ” เสียงแหบพร่าบอกว่าพ่ายแพ้เสียทุกทาง พอถูกลงฟันที่ติ่งหูร่างเล็กก็สั่นสะท้านซวนซบอาศัยอกอุ่นในการทรงตัว เสียงร้องครางอย่างไม่ตั้งใจถูกระบายออกจากลำคอขาวให้ชายหนุ่มได้ยิ้มเยือน รู้ว่าเซนเซกำลังพึงพอใจแต่สำหรับจินนั้น ความต้องการยิ่งพลุ่งพล่านเกินจะดับได้แค่จูบเดียว
“ถ้าห้ามผมอาจจะทำมากกว่าแค่จูบนะคาเมะ”
“ห้าม...ห้ามอะไร...” ร่างสูงทอดตัวลงบนโซฟาโดยมีคนตัวเล็กกว่าล้มตามลงมา ริมฝีปากได้รูปคอยปลุกปั่นอารมณ์ให้ยิ่งกระเจิดกระเจิงด้วยแรงฟันคมที่ขบเม้มสลับการลูบไล้ด้วยปลายลิ้นร้อนระอุ มือไม้เริ่มสอดลึกล้วงจนพบกับผิวกายเรียบเนียนนุ่มมือ เจ้าของบ้านสะดุ้งรับฝ่ามือหยาบที่แตะต้องลงบนผิวใต้ร่มผ้า เสื้อยืดเนื้อบางสำหรับใส่อยู่บ้านถูกถลกร่นสูงกว่าระดับปกติ ไอเย็นเร่งเร้าให้ขนอ่อนลุกชันจนต้องกระถดร่างถอยหนีแต่กลับถูกท่อนแขนแกร่งสอดรัดให้ยิ่งแนบชิด
จินปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งโดยมีคาเมะซ้อนทับอยู่บนตัก กดจูบลงบนซอกคอขาวที่ได้รับความยินยอมเป็นอาการเอียงใบหน้าเปิดทางอย่างเต็มใจ กลิ่นหอมยิ่งกว่าที่เคยสัมผัสกระตุ้นจิตฝ่ายมืดให้ตื่นขึ้น ยิ่งแว่วเสียงคร่ำครวญพึงใจจินก็ยิ่งหักห้ามความต้องการได้ยากขึ้น มือหนากดแผ่นหลังเล็กให้ร่างกายส่วนล่างแนบชิด กางเกงผ้าเนื้อนุ่มเป็นปราการที่แสนบอบบางเมื่อนึกถึงสิ่งที่อยากทำให้ถึงที่สุดในตอนนี้
วิธีดับความกระหายที่ดีที่สุดคือการสอดลิ้นดุนดันผิวเนื้อนอกร่มผ้าจนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำไปตามผิวขาวจัด เสื้อยืดถลกร่นเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนละเอียดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าเนื้อดี จินครึมครางในคอราวสัตว์บาดเจ็บกับภาพความงดงามตรงหน้า แก้มเนียนแดงปลั่งไม่ต่างกับเนื้อตัวในจุดอื่น พอเผลอสบตากับคนตัวโตก็คล้ายจะได้สติ มือบางปล้ำรั้งชายเสื้อให้กลับที่เดิมหากทำได้ยากนักเมื่อจินไม่ยินยอม
“ขอผมมองหน่อยได้ไหม เซนเซน่ารักขนาดนี้ขอให้ผมได้มองนะครับ”
“แต่ว่า...ผม...อย่า!....”
.
.
.
นาน...กว่าอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงลิบจะดับลง ในภาวะที่ยังมึนงงคาเมะกลายร่างเป็นตุ๊กตามีชีวิตที่นั่งนิ่งให้จินสวมเสื้อผ้าจนผิวเนื้อเปลือยเปล่ากลับมามิดชิดดังเดิม จินยังคงนั่งกอดร่างเล็กไว้ในท่าเดิมการขยับเปลี่ยนทิศทางในตอนนี้มันทรมานเกินทนจนชายหนุ่มไม่กล้าเสี่ยงให้เกิดเรื่องน่าอายขึ้น เนื้อตัวที่ยังแนบชิดร้อนผ่าว มือหนาไล้เบาๆ ไปตามเรียวแขนนอกร่มผ้าเรียกอาการสั่นไหวจากร่างเล็กได้ทันที
“ขอโทษที่ต้องหยุด ผมรู้ว่ามันทำให้คาเมะทรมาน...เพราะผมเองก็ไม่ต่างกันเลย” คาเมะกดใบหน้าลงกับซอกไหล่กว้างด้วยความอับอาย กำปั้นข้างหนึ่งลงแรงกับอกหนาคล้ายกับต้องการเอาคืนกับสิ่งที่จินทำลงไป
“โกรธสิ่งที่ผมทำ หรือโกรธที่หยุดระหว่างทาง...โอ๊ย! คาเมะมือหนักอะ” คาเมะเงยหน้ามองด้วยสายตาขุ่นเขียว แต่จินกลับยิ้มกว้าง...เขาดีใจที่แฟนหมาดๆ ดูเหมือนจะเป็นคนเข้าใจอะไรได้ง่าย แม้จะมือหนักไปบ้างก็ตาม
“ปล่อยได้แล้ว จะไปหาฮิโระ”
“จะรีบออกไปหาคนมาขัดจังหวะทำไม พอฮิโระจังมาก็ไม่ต้องคุยอะไรกันพอดี”
“ไม่มีอะไรจะคุย!”
“งั้นนั่งกอดกันเฉยๆ...โอเคๆ ยอมให้แค่วันนี้ วันหน้าผมไม่ยอมแล้วนะ”
“มีสิทธิ์อะไรมาสั่ง!”
“แฟน คนรัก...ต่อไปอาจจะสามี...โอ๊ย เจ็บ! อกผมช้ำไปหมดแล้ว”
“ถ้ายังไม่ปล่อยจะต่อยปาก” คนขู่ว่าจะต่อยกลับโดนงับแรงๆ ที่ริมฝีปากนุ่มนิ่ม จากนั้นพอคนตัวเล็กขยับเลื่อนตัวลงจากตัก จินก็ไม่รั้งไว้ ดีเหมือนกันระหว่างที่คาเมะออกไปรับฮิโระจังเขาจะได้สงบอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นลงหน่อย ตอนนี้แม้แต่จะลุกขึ้นยืนยังทำแทบไม่ไหว เลยได้แต่นั่งทำตาละห้อยมองเจ้าของบ้านเดินออกจากห้อง หากก็ยังคึกคะนองพอจะตะโกนไล่หลังคนรักหมาดๆ ไปว่า
“คาเมะผมยุ่งแนะ ก่อนออกไปรับฮิโระจังแวะส่องกระจกก่อนก็ดีนะ”
~~~~~~~
เพราะโปสการ์ดใบเดียวแท้ๆ ที่ทำให้ความทรงจำเมื่อหนึ่งปีก่อนถูกดึงกลับมาอีกครั้ง
คาซึยะเพิ่งอาบน้ำเสร็จก็ได้ยินเสียงกดออดที่หน้าประตูบ้าน โดยไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาก็รู้ได้ทันทีว่าใครที่กลายเป็นแขกผู้มาเยือนในยามดึก ท่วงท่าก้าวมาสู่ประตูเป็นไปด้วยความเรียบเรื่อย และก็เหมือนทุกครั้งที่เพียงแค่เสียงปลดล็อคบานประตูก็จะถูกดันสวนเข้ามาทันที เจ้าตัวรู้ทันพฤติกรรมของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คนรัก’ จึงถอยฉากไปตั้งหลักได้ไกล พอร่างสูงปรากฏตรงหน้าความประหลาดใจก็ตามติด
“แฮปปี้เฟิร์ทแอนนิเวอร์ซารี่ครับเซนเซ” ดอกไม้ช่อใหญ่...มาก ถูกยื่นมาจนชิดปลายจมูกคาเมะมองเดซี่ดอกเล็กๆ ที่มีกุหลาบขาวแซมอยู่ภายในด้วยดวงตาที่เบิกกว้างสลับกับรอยยิ้มรื่นของคนที่วันนี้แตกต่างกับเมื่อหนึ่งปีก่อนราวคนละคน
“หนึ่งปีอะไร...”
“หนึ่งปีที่เราคบกันไงละครับ คาเมะลืมเหรอ” ว่ากันตามตรงคือไม่ค่อยได้จำ...มันเลือนๆ ไม่คิดว่าคนงานยุ่งจะจำได้แม่นขนาดนี้
“ก็...เลือนๆ น่ะ” ตอบไปอย่างนั้นแต่ก็ยอมเอื้อมมือออกไปรับช่อดอกไม้ หากคนให้กลับเปลี่ยนใจเสียเฉยๆ
“ลืมอะ จินน้อยใจนะเนี่ย” อาการน้อยใจที่มีวิธีแก้ไขด้วยการรั้งร่างคนรักเข้าไปกอดรัดจมอก หนึ่งปีผ่านไป
“นี่...เราอาบน้ำแล้วนะมาถึงใหม่ๆ มีแต่เหงื่อ อย่าเพิ่งกอดสิ” ดิ้นขลุกขลัก ใช้เสียงเข้มแต่ก็เท่านั้นละ คนอยากกอดก็ยังรัดแน่นไม่ยอมปล่อยอยู่ดี “ถึงว่าสิ ตัวหอม...ตอนเจอกันครั้งแรกคาเมะก็ตัวหอมแบบนี้ละ”
“อึดอัด ปล่อยได้แล้ว!”
“คิดถึง ขอกอดหน่อยก็ไม่ได้...งั้นทำอย่างอื่น” เป็นอันว่าช่อดอกไม้ถูกวางทิ้งอย่างไม่ใยดีเมื่อริมฝีปากร้อนปิดกั้นทุกถ้อยคำด้วยจูบบดขยี้ เรียกร้องการตอบสนองเสียจนคาเมะครางอื้ออึง ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้ชี้แนะแนวทางว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร นอกจากการเป็นผู้รับที่ดี ไม่ว่าปลายนิ้วเรียวจะจับพลิกหันไปทางใดคาเมะก็ยินยอมพร้อมใจไปเสียทุกอย่าง ไม่นานลิ้นอุ่นก็สอดตวัดรัดรึงกับลิ้นเล็กดูดดึงเรียกหาความหวานที่ไม่เคยหมดสิ้นอย่างตะกรุมตะกราม ลมหายใจหอบกระชั้นกระตุ้นแรงปรารถนาในตัวชายหนุ่มให้ลุกโพลง แผ่นอกบางภายใต้เครื่องปกปิดมิดชิดสะท้อนขึ้นลงเป็นภาพน่ามอง
“รอจินอยู่ใช่ไหม” ถ้อยคำโมเมเอาเองจุดประกายอ่อนใจให้คนฟังจนร่ำๆ อยากจะปฏิเสธอาการเอาแต่ใจนั่นเสีย หากความปรารถนามันไม่เปิดโอกาสให้หลบเลี่ยง จินยัดเยียดจูบหิวกระหายลงมาบนเรียวปากอิ่มแดงซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับไม่เคยพอ จูบย้ำๆ จนคาเมะรู้สึกถึงความชาหนึบ ไม่นานก็ถูกจับให้นั่งซ้อนลงบนตักโดยมีร่างสูงนั่งบนโซฟาอีกทอด
“อื้อ...จิน...อ่า....” จินเปลี่ยนจากริมฝีปากเป็นซอกคอหอมหวาน กลิ่นครีมอาบน้ำผสมกับแป้งเด็กและผิวอ่อนใสฉุดกระชากจิตสำนึกฝ่ายต่ำให้เป็นใหญ่ เสื้อคลุมเรียบลื่นมือถูกปลดออกอย่างรวดเร็วไม่นานก็เหลือแค่ชุดนอนนิ่ม กระดุมที่เรียงเป็นแถวตรงหน้าจุดแววหมายมาดในดวงตาคมคู่นั้นได้อย่างดี จะเลาะออกทีละเม็ดหรือกระตุกรวดเดียวคงไม่ต่างกัน
“คาเมะทำอะไรกับจิน คาเมะทำให้จินคลั่ง เพราะฉะนั้นคาเมะต้องรับผิดชอบ” กระดุมสองเม็ดบนถูกปลดเลาะด้วยความรวดเร็วมือหนาทำอาการเหมือนปัดผ่านๆ แต่กลับเปิดเปลือยหัวไหล่ขาวปรากฏแก่สายตา ผิวนวลลออตาจนหัวใจพลอยเต้นแรง แนวกระดูกช่วงไหล่แคบปลุกเร้าอารมณ์ลึกลับได้ดียิ่งนัก
“จิน เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่ง...”
ร่างเล็กนอนซุกอยู่ในอกที่ให้ความอบอุ่นมาตลอดทั้งคืน
ไม่ว่าจะเอาแต่ใจ หน้าด้านหน้ามึนแค่ไหนแต่จินก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทุ่มเทความรักให้คาเมะได้มากเพียงไร ความรู้สึกอุ่นซ่านที่ไม่ได้เกี่ยวกับผ้าห่มหรือแรงกอดรัดกระตุ้นให้คาเมะทำในสิ่งที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน ร่างเล็กขยับเลื่อนตัวเองขึ้นจนริมฝีปากพบกับปลายคางแกร่งที่เริ่มสากระคายด้วยไรหนวด จูบแผ่วแทนคำขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่จินมอบให้ไม่ใช่แค่ดอกไม้ช่อโต ของขวัญ หรือ...โปสการ์ดใบเล็กๆ เมื่อหนึ่งปีก่อน
โปสการ์ดที่มีองค์ประกอบเป็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีขาวตลอดเรือนร่าง ผู้ชายคนนั้นทอดตัวนอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศอุ่นสบายยามเช้า ใบหน้าคมหวานแนบไปกับท่อนแขนแกร่ง ดวงตาทั้งคู่มองตรงมายังกล้อง แววตาที่ส่งความรู้สึกออกมานั้น น่ามองพอกับน่าเมินหลบด้วยความเก้อกระดาก ...สายตาของความปรารถนา ข้อความด้านหลังกระดาษแผ่นนั้นไม่ต้องเสียเวลาพลิกอ่านซ้ำแต่คาซึยะก็ยังจำมันได้ขึ้นใจจนบางครั้งก็นึกโมโหตัวเอง
Everything what I say
Once upon a time of you and me
Never Forever, I'm alone
The quietness is about to be broken
If I could tell you my feelings right now
I wouldn't be able to turn back, in this moment I can only hold you tight
Out of a billion of people, just one
I found the place for me that is you
edit @ 20 Jan 2011 02:04:44 by Popsical_Kwan