Kiss x No.02

posted on 20 Jan 2011 01:23 by popsical-kwan
 
 
 


Decision

 

               

                คาซึยะถูกเรียกให้เข้ามาที่บริษัทเพื่อทำการสอนพิเศษเป็นครั้งสุดท้าย

เหลือเวลาอีกประมาณเดือนเศษการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศก็จะเริ่มขึ้น นักเรียนคนพิเศษนั่งประจำโต๊ะซ้ายขวาเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนที่เขาเปิดประตูเข้าไป โคตะส่งเสียงทักทายพร้อมรอยยิ้มกว้างขวางอันเป็นเสน่ห์ประจำตัวของเด็กหนุ่ม ส่วนใครอีกคนจะปั้นหน้าอย่างไรนั้นคาเมะทำเป็นมองไม่เห็นเสีย

                “ไม่เจอกันนาน คาเมะจังสบายดีนะครับ”

                “อื้อ ได้ข่าวว่างานหนักมากหรือ”

                “ช่วงโปรโมทแรกๆ ก็หนักนะ แต่ตอนนี้พอมีเวลาว่างบ้าง...นิดหน่อย” เวลาว่างนิดหน่อยก็ยังต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุดด้วยการเรียนพิเศษ

                “อีกหน่อยคงมีเวลาได้หยุดพักเพิ่มขึ้นเพราะไม่ต้องเรียนพิเศษแล้ว”

                “ผมรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมสำหรับการสอบเลย...คาเมะจังสอนต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือครับ สอนไปจนกว่าจะถึงวันสอบเลย”

                “ไม่ได้หรอก ทางผู้ใหญ่คงไม่ยอม”

                “ผู้ใหญ่ไม่ยอมหรือว่าเซนเซมีเวลาให้เท่านี้ครับ” อาจารย์ตัวขาวเม้มปากแน่นตวัดหางตามองคนที่พูดแค่ประโยคเดียวก็สามารถกวนอารมณ์ให้ขุ่นมัว มองแล้วถึงได้รู้ว่าพลาดไปถนัดใจ จินฟุบใบหน้าลงกับท่อนแขนท่วงท่าคล้ายคนเพิ่งตื่นนอน แต่ไม่ใช่หรอกเพราะหมอนั่นกำลังยิ้มในหน้ามองตรงมาด้วยสายตาวาววับ

                “ขอข้อสอบของสัปดาห์ก่อนด้วย” การเปลี่ยนเรื่องน่าจะดีที่สุด บนโต๊ะประจำตำแหน่งมีชุดข้อสอบของโคตะวางไว้เรียบร้อยแล้วฉะนั้นคนที่คาเมะเจาะจงพูดด้วยเห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของรอยยิ้มกวนประสาท คาเมะเพิ่งสังเกตเห็นว่าผิวขาวจัดดูคล้ำเข้มขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย...

                “ฝากด้วยนะครับเซนเซ...ตกลงคุณได้โปสการ์ดแล้วแน่นะ” จังหวะที่โคตะให้ความสนใจกับสายเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ จินก็ฉวยโอกาสโน้มตัวลงถามในสิ่งที่ยังค้างคาใจด้วยเสียงทุ้มต่ำที่พยายามให้เบาที่สุด

                “อือ”

                “ชอบไหม” หัวคิ้วเรียวขมวดมุ่น จะมาถามว่าชอบหรือไม่ชอบอะไรตอนนี้ละ

                “ไม่ชอบ ถอยไปได้แล้ว”

                “ทำไมละ ผมเลือกอย่างดีเลยนะ หรือคุณไม่ชอบรูปบนเตียง...”

                “ผมไม่ชอบที่คุณทำแบบนี้นะอาคานิชิ ถอยไปนั่งที่เดิมเดี๋ยวนี้!” จินถอยไปนั่งประจำที่ตั้งแต่ก่อนติวเตอร์คนเก่งจะออกปากเสียอีก  

                “หวังว่าคะแนนครั้งนี้จะเป็นที่พอใจของคุณนะ” คนตัวโตนั่งเท้าคางมองพร้อมประกายระรื่นในแววตา คาเมะมองแล้วก็คิดว่ามีเพียงสิ่งเดียวที่จะทำให้เขาพอใจคือการได้ลบรอยยิ้มออกจากใบหน้าหล่อๆ นั่นมากกว่า

                “มาตรฐานความพึงพอใจของผมค่อนข้างสูง”

                “ไม่รู้ว่า...คะแนนเต็มนี่จะดีพอสำหรับอาจารย์หรือเปล่า”

                “ความพึงพอใจของผมไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้”

                “เกี่ยวสิ...คาเมะน่ะเกี่ยวทุกอย่างแหละ อย่าลืมว่าผมวางเดิมพันอะไรไว้”

                “นั่นมันเรื่องของคุณ ผม...”

                “ขอโทษนะครับคาเมะจัง พอดีว่าทางรายการโทรมาจะไม่รับก็ไม่ได้เสียด้วย” เด็กหนุ่มตัวผอมโผล่เข้ามาได้ถูกจังหวะเวลาเสียจนคาเมะนึกอยากตบรางวัล ส่วนคนเป็นพี่คงอยากตบกะบาลคนน้องมากกว่าอะไรทั้งหมด

                “คุยเรื่องอะไรกันอยู่หรือครับ ท่าทางซีเรียส”

                “ไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องข้อสอบน่ะ...ตกลงยังมุ่งมั่นกับที่เดิมหรือว่าเปลี่ยนเป้าหมายแล้ว” โคตะยิ้มแหย เหลือบตามองไปทางคนพี่ก่อนจะอ้อมแอ้มตอบคำถามของติวเตอร์

                “เปลี่ยนแล้วครับ ผมว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่คะแนนเฉลี่ยต่ำลงมาหน่อยจะได้ไม่ลำบากตอนอ่านหนังสือ”

                “จริงๆ ดูจากคะแนนแล้วพี่ว่าก็พอไหวนะ ไม่ลองหน่อยหรอ” เห็นอาการส่ายหน้าอย่างยอมแพ้คาเมะก็ไม่อยากทำลายความตั้งใจ

                “ก็...แล้วแต่ความสมัครใจของคนเรียนนะ ขอเวลาตรวจข้อสอบสักครู่” คาซึยะเริ่มต้นการตรวจข้อสอบด้วยความรู้สึกเรียบเรื่อย แต่ไม่นานอารมณ์ที่เคยปกติก็เริ่มแปรเปลี่ยน ใบหน้าเรียวเงยขึ้นมองไปทางซ้ายมือบ่อยครั้ง อาการเม้มริมฝีปากแน่นพร้อมเสียงถอนลมหายใจผะแผ่วกลับเรียกรอยยิ้มในหน้าของจินให้กว้างขึ้น ไม่นานเสียงใสก็บอกในสิ่งที่นักร้องหนุ่มกำลังรอคอย

                “คุณทำข้อสอบได้หมดทุกข้อ คะแนนเต็ม...นายด้วยนะโคตะ คะแนนเต็มทั้งคู่เลย!” ยิ้มกว้างจางลงเปลี่ยนเป็นขมวดคิ้วฉับ จินหรี่ตามองรอยยิ้มเต็มวงหน้าของรุ่นน้องด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจ

                “วันนี้มีเวลาแค่ชั่วโมงเดียว พี่คงไม่มีอะไรจะสอนแต่จะเปิดโอกาสให้ถาม” คำแทนตัวว่า-พี่-มีสำหรับเด็กหนุ่มตัวผอมเพียงคนเดียว...แต่จินไม่เคยเดือดร้อนเรื่องนี้อยู่แล้ว ถึงจะฉลาด หัวไว จนเรียนข้ามหน้าข้ามตาเขาไปหลายปีแต่ให้ยังไงก็เกิดทีหลังนี่หว่า

                “งั้น...เปลี่ยนเป็นคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเรียนได้ไหม”

                “เอางั้นก็ได้”

                “เด็กมอทีส่วนใหญ่น่ารักเหมือนคาเมะจังทุกคนหรือเปล่า” แค่คำถามแรกก็จุดรอยยิ้มปนเสียงหัวเราะจากคาซึยะได้ทันที โคตะทำหน้าสนใจใคร่รู้จริงจังเสียจนชวนให้อ่อนใจมากกว่ากระดากกับคำชมที่ติดมาในประโยค “ขนาดพี่ยังน่ารักในสายตานาย เห็นทีว่าถ้ามีโชว์เคสโปรโมทที่มหาวิทยาลัยเมื่อไหร่คงต้องเตรียมตัวให้ดีก่อนไปละ”

                “ปลายปีนี้ทางค่ายมีแผนจะเจาะกลุ่มนักศึกษาถึงถิ่นเหมือนกันครับ”

                “ดีนะ กลุ่มนักศึกษาเป็นกำลังซื้อสำคัญเลยล่ะ”

                “หือ คาเมะจังรู้ด้วยหรือครับ”

                “อ่อ...ฮิโระเคยเล่าให้ฟังน่ะ” คาเมะเคยได้ยินฮิโรกิเล่าให้ฟังจริงๆ นั่นแหละ

                “จะว่าไป คาเมะจังกับฮิโระจังไม่เหมือนกันเลยแล้วมาเป็นเพื่อนกันได้ยังไงครับ” คนตั้งคำถามยังมีแค่โคตะ และคาเมะก็ดีใจที่เป็นเช่นนั้นเพราะนั่นก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอสำหรับการไม่ต้องหันไปมองสบตาคนที่นั่งทางซ้ายมือ คำถามของโคตะยังไม่ได้รับคำตอบเพราะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเคาะประตู แค่เห็นใบหน้าของคนที่เปิดประตูเข้ามาทุกชีวิตในห้องนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเวลาสำหรับชั่วโมงสุดท้ายของการติวได้หมดลงแล้ว

                “ขอโทษนะคาซึยะ แต่เจ้าพวกนี้ต้องไปทำงานแล้ว โคตะมีมีตติ้ง ส่วนจินมีถ่ายแบบกับอัดรายการอีกสองแห่งน่ะ” โคตะขยับตัวทันทีแต่คนทางฝั่งซ้ายดูเหมือนจะยังนิ่ง

                “ไม่เป็นไรครับ เสร็จธุระพอดีเหมือนกัน”

                “ขอบคุณมากนะที่ยอมมาสอนไอ้พวกนี้ เวลามันกระชั้นจริงๆ ช่วงนี้แต่ละคนก็งานหนักด้วยไม่รู้จะไหวกันหรือเปล่า” คาเมะไม่แสดงความคิดเห็นนอกจากยิ้มน้อยๆ

                “ขอบคุณคาเมะจังมากนะ วันสอบผมจะพยายามให้ถึงที่สุด”

                “พี่ว่าพยายามตั้งแต่ก่อนสอบน่าจะดีกว่า พอถึงวันสอบจะได้สบายหน่อย” โคตะยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก้มศีรษะรับคำแนะนำของติวเตอร์จากนั้นก็หันไปส่งเสียงเรียกคนเป็นพี่ที่ยังนั่งเฉย

                “พี่จินลุกขึ้นดิ๊ ไม่ไปหรือไง”

                “รีบนักก็ไปก่อนสิ บอกอากิซังด้วยว่าอีกเดี๋ยวจะตามไป” คาเมะฟังคำสนทนาของคนทั้งสองพร้อมกับก้มหน้าก้มตาเก็บสัมภาระที่มีไม่มากนัก พอแผ่นหลังของโคตะพ้นประตูไปร่างบางก็ถูกกักไว้ด้วยกำแพงมนุษย์อีกทอดหนึ่ง

                “หลบไป”

                “ขอบคุณนะ” คาเมะดึงตัวเองให้ถอยหลังไปหนึ่งหรือสองก้าวก็ไม่แน่ใจ คำขอบคุณของจินไม่ระบุชัดเจนว่ามาจากเรื่องใด

                “ไม่เป็นไร ผมได้ค่าตอบแทนจากการทำงานอยู่แล้ว” มือขาวกระชับสายกระเป๋าเป้ไว้แน่นพอเงยหน้ามองสบตาคู่คมความทรงจำของวันหนึ่งที่ต้องอยู่กันตามลำพังในห้องนี้ก็จู่โจมทันที “ผมยังยืนยันคำเดิมที่เคยบอกไว้เรื่องการสอบเข้า ผมเลือกมหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่คุณจะไปทำงาน”

                “ครับ ดีใจที่ได้ยินอย่างนั้นหวังว่าผมคงมีโอกาสได้สอนคุณ...ขอทางด้วยครับ”

                “ผมอยากได้คำตอบเรื่องที่เคยถามคุณไว้” คาเมะขยับตัวยุกยิกตาเรียวมองหาทางออกแต่ก็ยังอับจนเต็มที

                “เรื่องของคุณไม่เกี่ยวกับผม”

                “เกี่ยวสิเพราะมีแค่คุณที่จะตอบคำถามของผมได้ ผมขอแค่โอกาสคุณให้ผมไม่ได้เลยหรือคาเมะ” ร่างสูงสืบเท้าเข้าใกล้พลอยทำให้คาเมะต้องถอยร่นเข้าด้านในมากขึ้น

                “ผมไม่มีเวลาสำหรับเรื่องล้อเล่นของคุณหรอก”

                “ผมไม่ได้ล้อเล่น ผมเคยบอกคุณแล้ว...ผมชอบคุณ...” อีกแล้ว พูดคำนี้อีกแล้ว พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังต่างกับเวลาปกติที่มักจะคอยกวนใจให้คาเมะหงุดหงิดอยู่เสมอ...จินจะเอายังไงกันแน่

                “คุณไม่ได้ชอบผมจริงหรอกครับ มัน...ก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ พอเราไม่ได้เจอกันอีกหน่อยคุณก็จะลืม”  

                “ไม่! คุณดูถูกผมเกินไปนะเซนเซ...” คาเมะสะดุ้งกับถ้อยคำปฏิเสธที่ตวาดเสียงดังจากนั้นก็ใจหายวับกับเสียงทุ้มที่ปรับให้อ่อนเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน ถ้าไม่ใช่เพราะใบหน้าหล่อเหลากำลังก้มต่ำจนแก้มขาวรับรู้ถึงลมหายใจผะผ่าวคาเมะก็คงจับกระแสตัดพ้อไม่ได้เลย โอย...ได้โปรดละใครก็ได้ช่วยเดินกลับมาตามจินเสียที คิ้วสีน้ำตาลเข้มลากยาวจรดหางตา ดวงตาคมหวานรับกันดีกับผมทรงใหม่ ริมฝีปากอิ่มสีแดงสด ทุกอย่างของคนตรงหน้ากำลังทำให้ติวเตอร์คนเก่งแข้งขาอ่อน จะโกรธก็ทำได้ไม่ถนัดใจเหมือนทุกที คาเมะเห็นแววพ่ายแพ้วิ่งมาลิ่วๆ แล้วตอนนี้

                “ผม...ถอยไปนะอาคานิชิ!” คาเมะตกใจเพราะจมูกโด่งปัดผ่านพวงแก้มอย่างจงใจ สองมือยกขึ้นทั้งผลักทั้งดันไปบนอกกว้างแต่เหมือนเป็นใจให้คนตัวโตกว่ารวบจับพันธนาการไว้ด้วยมือข้างเดียว

                “วันนี้ผมจะไม่หยุดจนกว่าคาเมะจะยอมรับปาก” ดวงตาเรียวเบิกกว้างด้วยความตระหนกน่าแปลกที่คาเมะเพิ่งจับกระแสแห่งอันตรายไว้ได้ก็ในตอนที่ร่างทั้งร่างถูกกอดรัดแน่นหนา กลิ่นกายที่แม้จะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าคนแปลกหน้าแต่ก็ใช่ว่าคุ้นเคยกรุ่นอยู่ในจมูก ยิ่งดิ้นรนขัดขืนก็เหมือนจะถูกดึงให้จมลึกลงสู่แผ่นอกแข็งแกร่ง...นี่นายจะทำอะไรได้บ้างไหมคาซึยะ!

                “ขอแค่โอกาส สัญญาว่าถ้าผมทำอย่างที่พูดไม่ได้...ผมจะไม่ยุ่งวุ่นวายกับคุณอีกเลย” เสียงกระซิบดังอยู่ข้างขมับแต่จะซ้ายหรือขวาก็สุดรู้ ดูเหมือนหนทางรอดพ้นจะถูกปิดตายเหลือไว้แค่ช่องทางเล็กแคบ แสนอันตราย

                “อื้อ โอเค ตกลง อยากจะทำอะไรก็เรื่องของนายเถอะ! ปล่อยได้แล้ว!” เสียงพร่าระล่ำระลักตอบรับคำขอที่จินเฝ้าอ้อนวอนทั้งคำพูดและสัมผัสชิดเชื้อที่คนตัวเล็กไม่ได้ต้องการ ความขุ่นเคืองบวกกับอารมณ์หวิววับในอกพลอยทำให้หลงลืมสถานะระหว่างกัน สรรพนามเรียกขานที่เคยจงใจเว้นไว้เพื่อรักษาระยะห่างเปลี่ยนไป

                “ผมมั่นใจว่าคนอย่างคาเมนาชิเซนเซจะไม่มีวันลืมคำพูดของตัวเอง...ขอบคุณครับที่ให้โอกาสผม” ใบหน้าเนียนแดงก่ำยามถูกดันออกจากอกกว้าง ไรผมอ่อนบางชื้นเหงื่อเพราะแรงดิ้นรน มือหนาเกลี่ยเก็บเส้นผมให้พ้นใบหน้าเรียวแล้วจึงถือโอกาสไล้ปลายนิ้วลงบนผิวแก้มนิ่ม คาเมะอยากถอยหนีแต่เพิ่งรู้ตัวว่าแผ่นหลังชนกับชั้นวางหนังสือเสียแล้ว พออีกฝ่ายก้มหน้าต่ำเด็กหนุ่มก็ทำได้แค่เบิกตากว้างเพราะเสียงร้องถูกเก็บกลืนไปพร้อมริมฝีปากหนาที่ทาบทับแนบชิด แผ่วหวิวแต่กลับทิ้งร่องรอยร้อนวูบวาบทั่วร่าง

                 “มัดจำสำหรับอนาคต...เชื่อไหมว่าผมจะทำสำเร็จ”

                 เชื่อหรือไม่คาซึยะก็เห็นจะหมดทางเลือกนับตั้งแต่วินาทีนั้น

 

 

 
 

                 “แน่ใจนะจินว่าแค่อยากมาบอกเรื่องผลสอบ ไม่ได้มีอย่างอื่นแอบแฝง” สงสัยก็สงสัยแต่ในความสงสัยมันก็มีบางอารมณ์ที่ใคร่จะรู้ให้กระจ่างแจ้ง การยอมตามใจน้องชาย(ร่วมโลก) ด้วยการขับรถพามาส่งที่บ้านเพื่อนรัก บางอย่างคำพูดมันก็ไม่เพียงพอและชัดเจนเท่าการกระทำ ทว่าฮิโรกิสังหรณ์ใจเหลือเกินว่าจินกำลังจะให้คำตอบกับตนทั้งคำพูดและการกระทำที่คงตามมาในไม่ช้า

                  “ผมกับคาเมะมีเรื่องต้องตกลงกัน”

                  “คุยกันทางโทรศัพท์ไม่ได้เลยหรือไง ทำไมต้องมาหาที่บ้านด้วย...เสี่ยงนะเนี่ย” เจ้าของรถที่ควรจะเป็นคนขับแต่ถูกย้ายตำแหน่งให้ไปประจำเป็นคนนั่งข้างๆ ออกความเห็นถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

                  “ฮิโระจังเป็นนักข่าว ปกติมีหน้าที่เขียนข่าวเชียร์ผม ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจริงพี่จะยอมให้คนอื่นเขียนเรื่องแย่ๆ ของน้องตัวเองได้หรือคุณคอลัมนิสต์คนเก่ง...ผมต้องเลี้ยวทางไหน ซ้ายหรือขวา”

                  “เลี้ยวขวาบ้านหลังสีขาวซ้ายมือ แสดงว่าที่อยากให้มาด้วยก็เพราะเรื่องนี้ใช่ไหม...ไม้กันหมา ตกลงมีอะไรต้องคุยกัน”

                  “หลังจากวันนี้ฮิโระจังลองถามเพื่อนเอาเองนะ...ผมพูดมากไปคงไม่ดี”

                  “ในฐานะไม้กันหมา ฉันว่าฉันมีสิทธิ์รู้นะ”

                  “ผมถึงบอกให้ไปถามคาเมะเอาเอง...หลังนี้ใช่ไหม” พอพี่คนเก่งพยักหน้าเป็นคำตอบว่าใช่จินก็อาศัยความรวดเร็วเปิดประตูลงไปยืนท่ามกลางแสงไฟสีเหลืองนวล ร่างสูงผ่านรั้วหน้าบ้านไปได้ด้วยจังหวะกระโดดเหวี่ยงขาข้ามเพียงครั้งเดียว จากนั้นก็มาหยุดอยู่หน้าประตูบ้านชั้นในโดยมีร่างของฮิโรกิชะเง้อคออยู่นอกรั้ว เห็นชัดว่าพี่คนเก่งพยายามใช้วิธีเดียวกันในการก้าวผ่านแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

                   “จิน! รอก่อน อย่าเพิ่งเข้าไปนะ” ฮิโรกิพยายามใช้เสียงให้น้อยที่สุด แม้จะไม่ใช่กลางวันแต่ช่วงค่ำเช่นนี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่ดีสำหรับการส่งเสียงดังโดยไม่เกรงใจเพื่อนบ้าน จินไม่ได้หยุดสนใจการห้ามปรามของพี่ชาย เสียงกดออดยาวเป็นสัญญาณสากลดังขึ้น ไม่นานเสียงของการเคลื่อนไหวจากภายในบ้านที่ยังสว่างด้วยแสงไฟก็ดำเนินมาถึงประตู

                   “ใครครับ?”

                   “ผมเอง...ผมมากับฮิโระจัง คุณเปิดประตูหน่อยสิ” จินต่อตากับเจ้าของบ้านผ่านทางช่องเล็กๆ บนประตู รู้สึกพอใจอยู่ลึกๆ ที่คนด้านในมีความรอบคอบระมัดระวังตัวไม่ผลุนผลันเปิดประตูออกมาในทันที เสียงปลดล็อคแผ่วเบายังไม่ทันที่บานประตูจะเปิดออกชายหนุ่มก็รั้งลูกบิดไว้มั่นดันเบาๆ พาตัวเองผ่านช่องแคบของประตูเข้าสู่บริเวณบ้านได้อย่างรวดเร็ว

                   “อ๊ะ...แล้วฮิโระละอยู่ไหน” เจ้าของบ้านถอยหลังกรูด พอยืนห่างจากร่างสูงได้ในระยะที่คิดว่า(น่าจะ)เพียงพอก็ออกปากถามหาเพื่อนรักทันที จินมองใบหน้าเรียวขาวจัดพร้อมรอยกระตุกที่มุมปาก

                   “ฮิโระจังคงกำลังหาทางเข้ามาอยู่ละมั้ง คาเมะล็อคประตูรั้วหน้าบ้านแต่ผมกระโดดข้ามมา” ผู้บุกรุกยอมรับหน้าชื่นแถมยังสืบเท้าเข้าหาร่างเล็กที่ขยับถอยร่นเข้าสู่ด้านในทีละน้อย “งั้นผมจะไปเปิดประตูรั้วให้ฮิโระเข้ามา”

                    “ไม่ต้องห่วงฮิโระจังหรอก ผมต่างหากที่มีธุระกับคุณ” ต้นแขนถูกรั้งไว้ก่อนที่จะได้เดินผ่านไปทำสิ่งที่ตั้งใจ ร่างน้อยซวนเซเข้าหาแขกผู้มาเยือนราวนกปีกหัก

                    “อาคานิชิ กรุณารักษามารยาทด้วย อย่ามาทำรุ่มร่ามในบ้านผมนะ!”

                    “ไม่ได้หรอกเพราะที่อื่นคงประเจิดประเจ้อไป...ผลสอบออกแล้วนะครับเซนเซ” คาเมะพยายามชะเง้อคอมองออกไปนอกตัวบ้านราวกับกำลังหวังว่าฮิโรกิอาจจะปีนหน้าต่างเข้ามาช่วยทันทีที่ตนร้องเรียก แต่ในความเป็นจริงยังมีแค่ความสงบของสรรพสิ่งและท่วงท่าคุกคามของจิน

                    “ผลสอบอะไร” รู้อยู่แก่ใจดีนับตั้งแต่เห็นรถของฮิโรกิมาจอดที่หน้าบ้าน แต่ก็ยังหลงกลเปิดประตูรับตัวอันตรายเข้ามาโดยไม่คิด ฮิโระจะผ่านประตูเข้ามาได้อย่างไรในเมื่อตนเป็นคนล็อคประตูรั้วด้วยตัวเอง ที่สำคัญกว่านั้นคือคุณคอลัมนิสต์คนเก่งไม่เป็นห่วงกันบ้างหรืออย่างไรทั้งที่เห็นเต็มตาว่าน้องชายตัวเองเพิ่งจะบุกเข้ามาในบ้านเพื่อนฝูงยามวิกาลเช่นนี้...พ่อคนซื่อตลอดศก!

                     “ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยของผมไง ตอนนี้ผมเรียกคุณว่าอาจารย์ได้เต็มปากแล้วนะ...คาซึยะเซนเซ” คาซึยะเซนเซทำปากเบ้ละความพยายามที่จะรั้งข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุมเพราะรู้ว่ามันเสียพลังงานเปล่า

                     “ดีละ ในเมื่อผมกำลังจะกลายเป็นอาจารย์คุณ คุณก็ควรให้เกียรติกันด้วย...ปล่อยมือได้แล้ว!” จินรั้งร่างเล็กเข้าใกล้รวบเอวบางไว้ด้วยมือข้างหนึ่งจากนั้นก็ตรึงไว้ใต้แผ่นอกกว้าง

                     “ผมมาทวงสัญญา”

                     “อาจารย์กับลูกศิษย์ไม่ควรเกินเลย!”

                     “คาเมะขี้โกง!”

                     “ผมพูดเรื่องจริงต่างหาก ในเมื่อคุณกำลังจะกลายมาเป็นลูกศิษย์ผม ความสัมพันธ์ที่เกินเลยกว่านั้นย่อมไม่เป็นที่ยอมรับได้”

                     “ไม่! ผมไม่ได้สอบเข้าคณะที่คุณจะสอน”

                     “แต่ผมอยู่ในฐานะอาจารย์ของนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย!”

                     “คุณโกงผม!”

                     “ผมเปล่า...แต่เพราะมันคือความจริงที่คุณต้องยอมรับ” คาเมะเชิดหน้าต่อตาอย่างไม่ยอมแพ้แม้จะอยู่ในภาวะที่เรียกว่าเสียเปรียบทุกทาง สิ่งที่เขาพูดคือความจริงทุกประการและตอนนี้คาเมะก็อยากรู้เหลือเกินว่าจินจะดื้อรั้นไปในทิศทางใด...ความมุ่งมั่นของหมอนี่จะไม่มีที่สิ้นสุดหรือมันจะจบลงเพียงแค่เหตุผลและกฎของสังคมที่รายล้อม

                     “ไม่หรอกคาเมะ ความจริงอย่างเดียวที่ผมจะยอมรับก็คือประโยคตอบตกลงของคุณเท่านั้น อย่าพยายามทำให้ผมไขว้เขวด้วยเรื่องงี่เง่าพวกนี้เลย...ผมกับคุณเราตกลงเป็นแฟนกันเสียตั้งแต่ตอนนี้ ตอนที่ผมยังไม่อยู่ในสถานภาพของการเป็นนักศึกษา และคุณก็ยังไม่ได้รับตำแหน่งอาจารย์อย่างเป็นทางการ เพราะฉะนั้นข้ออ้างของคุณมันใช้ไม่ได้...นอกจากคุณคิดจะโกงผมจริงๆ” คนถูกกล่าวหาว่าจะโกงทำหน้ามุ่ย จะโกงได้อย่างไรในเมื่อไม่ได้เต็มใจรับข้อตกลงนี้ตั้งแต่แรก

                     “อย่ามาหาความ เราไม่ได้เต็มใจรับข้อตกลงนี้ด้วยซ้ำ” พอหมดข้ออ้างก็พารวนออกเรื่องอื่นหน้าตาเฉย คาซึยะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังปล่อยให้อีกฝ่ายกอดเอาง่ายๆ สุ้มเสียงที่ใช้ก็เริ่มคลายความตึงเครียดลงเหลือแค่หางเสียงที่ตวัดขึ้นสูงน้อยๆ บอกว่าเริ่มขุ่นมัว

                     “เพิ่งรู้ว่าคาเมะก็รวนเก่ง”

                     “ใครรวน...เราเปล่า อ๊ะ!” จูบครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งใดเลย จินประกบริมฝีปากบดเบียดเรียวปากบาง ฟันคมกดย้ำลงบนเนื้อนิ่มอย่างต้องการลงทัณฑ์พอเด็กหนุ่มส่งเสียงครางบอกให้รู้ว่าเริ่มเจ็บก็เปลี่ยนเป็นดูดดึงปลอบประโลม ร่างน้อยในอ้อมกอดหยุดดิ้นรนขัดขืนเหลือเพียงอาการโอนอ่อนคล้ายหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะต้านทาน

                     “อ้าปากอีกหน่อยได้ไหม ผมอยากชิมคุณให้มากกว่านี้” คาเมะได้ยินเสียงอ้อนวอนขอและทั้งที่จิตใจร่ำร้องว่าให้ทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามแต่ริมฝีปากกลับทรยศด้วยการเผยอแยกจนสัมผัสนุ่มหยุ่นโจนจ้วงเข้าสู่โพรงปาก ลิ้นร้อนได้รับการต้อนรับด้วยอาการตื่นตระหนกและแรงดันที่แผ่นอก มือหนาตรึงท้ายทอยให้อยู่นิ่งจนจินสามารถดุนดันลิ้นเล็กให้มีชีวิตชีวาตอบสนองอาการเร่งเร้าอย่างกระตือรือร้น

                     “คาเมะหวาน...มาก บอกสิ ผมจะหยุดได้ยังไง” คาเมะอยู่ในอาการครึ่งๆ ระหว่างความมึนเมากับลุ่มหลงที่ถูกถ่ายทอดผ่านจูบหนักเบาสลับกัน จินจูบจนรู้สึกว่าคนตัวเล็กหายใจไม่ทันจึงยอมผละออกเพื่อแตะแต้มริมฝีปากไปตามแก้มขาว แนวกรามเล็ก เลยไปถึงซอกคอและหลังใบหูบาง

                     “อื่อ...จะทำอะไรน่ะ” เสียงแหบพร่าบอกว่าพ่ายแพ้เสียทุกทาง พอถูกลงฟันที่ติ่งหูร่างเล็กก็สั่นสะท้านซวนซบอาศัยอกอุ่นในการทรงตัว เสียงร้องครางอย่างไม่ตั้งใจถูกระบายออกจากลำคอขาวให้ชายหนุ่มได้ยิ้มเยือน รู้ว่าเซนเซกำลังพึงพอใจแต่สำหรับจินนั้น ความต้องการยิ่งพลุ่งพล่านเกินจะดับได้แค่จูบเดียว

                     “ถ้าห้ามผมอาจจะทำมากกว่าแค่จูบนะคาเมะ”

                     “ห้าม...ห้ามอะไร...” ร่างสูงทอดตัวลงบนโซฟาโดยมีคนตัวเล็กกว่าล้มตามลงมา ริมฝีปากได้รูปคอยปลุกปั่นอารมณ์ให้ยิ่งกระเจิดกระเจิงด้วยแรงฟันคมที่ขบเม้มสลับการลูบไล้ด้วยปลายลิ้นร้อนระอุ มือไม้เริ่มสอดลึกล้วงจนพบกับผิวกายเรียบเนียนนุ่มมือ เจ้าของบ้านสะดุ้งรับฝ่ามือหยาบที่แตะต้องลงบนผิวใต้ร่มผ้า เสื้อยืดเนื้อบางสำหรับใส่อยู่บ้านถูกถลกร่นสูงกว่าระดับปกติ ไอเย็นเร่งเร้าให้ขนอ่อนลุกชันจนต้องกระถดร่างถอยหนีแต่กลับถูกท่อนแขนแกร่งสอดรัดให้ยิ่งแนบชิด

                      จินปลุกตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งโดยมีคาเมะซ้อนทับอยู่บนตัก กดจูบลงบนซอกคอขาวที่ได้รับความยินยอมเป็นอาการเอียงใบหน้าเปิดทางอย่างเต็มใจ กลิ่นหอมยิ่งกว่าที่เคยสัมผัสกระตุ้นจิตฝ่ายมืดให้ตื่นขึ้น ยิ่งแว่วเสียงคร่ำครวญพึงใจจินก็ยิ่งหักห้ามความต้องการได้ยากขึ้น มือหนากดแผ่นหลังเล็กให้ร่างกายส่วนล่างแนบชิด กางเกงผ้าเนื้อนุ่มเป็นปราการที่แสนบอบบางเมื่อนึกถึงสิ่งที่อยากทำให้ถึงที่สุดในตอนนี้

                       วิธีดับความกระหายที่ดีที่สุดคือการสอดลิ้นดุนดันผิวเนื้อนอกร่มผ้าจนเกิดรอยแดงเป็นจ้ำไปตามผิวขาวจัด เสื้อยืดถลกร่นเผยให้เห็นผิวเนื้อเนียนละเอียดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าเนื้อดี จินครึมครางในคอราวสัตว์บาดเจ็บกับภาพความงดงามตรงหน้า แก้มเนียนแดงปลั่งไม่ต่างกับเนื้อตัวในจุดอื่น พอเผลอสบตากับคนตัวโตก็คล้ายจะได้สติ มือบางปล้ำรั้งชายเสื้อให้กลับที่เดิมหากทำได้ยากนักเมื่อจินไม่ยินยอม

                      “ขอผมมองหน่อยได้ไหม เซนเซน่ารักขนาดนี้ขอให้ผมได้มองนะครับ”

                      “แต่ว่า...ผม...อย่า!....”

 

.

.

.

 

                      นาน...กว่าอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูงลิบจะดับลง ในภาวะที่ยังมึนงงคาเมะกลายร่างเป็นตุ๊กตามีชีวิตที่นั่งนิ่งให้จินสวมเสื้อผ้าจนผิวเนื้อเปลือยเปล่ากลับมามิดชิดดังเดิม จินยังคงนั่งกอดร่างเล็กไว้ในท่าเดิมการขยับเปลี่ยนทิศทางในตอนนี้มันทรมานเกินทนจนชายหนุ่มไม่กล้าเสี่ยงให้เกิดเรื่องน่าอายขึ้น เนื้อตัวที่ยังแนบชิดร้อนผ่าว มือหนาไล้เบาๆ ไปตามเรียวแขนนอกร่มผ้าเรียกอาการสั่นไหวจากร่างเล็กได้ทันที

                     “ขอโทษที่ต้องหยุด ผมรู้ว่ามันทำให้คาเมะทรมาน...เพราะผมเองก็ไม่ต่างกันเลย” คาเมะกดใบหน้าลงกับซอกไหล่กว้างด้วยความอับอาย กำปั้นข้างหนึ่งลงแรงกับอกหนาคล้ายกับต้องการเอาคืนกับสิ่งที่จินทำลงไป

                     “โกรธสิ่งที่ผมทำ หรือโกรธที่หยุดระหว่างทาง...โอ๊ย! คาเมะมือหนักอะ” คาเมะเงยหน้ามองด้วยสายตาขุ่นเขียว แต่จินกลับยิ้มกว้าง...เขาดีใจที่แฟนหมาดๆ ดูเหมือนจะเป็นคนเข้าใจอะไรได้ง่าย แม้จะมือหนักไปบ้างก็ตาม

                      “ปล่อยได้แล้ว จะไปหาฮิโระ”

                      “จะรีบออกไปหาคนมาขัดจังหวะทำไม พอฮิโระจังมาก็ไม่ต้องคุยอะไรกันพอดี”

                      “ไม่มีอะไรจะคุย!”

                      “งั้นนั่งกอดกันเฉยๆ...โอเคๆ ยอมให้แค่วันนี้ วันหน้าผมไม่ยอมแล้วนะ”

                      “มีสิทธิ์อะไรมาสั่ง!”

                      “แฟน คนรัก...ต่อไปอาจจะสามี...โอ๊ย เจ็บ! อกผมช้ำไปหมดแล้ว”

                      “ถ้ายังไม่ปล่อยจะต่อยปาก” คนขู่ว่าจะต่อยกลับโดนงับแรงๆ ที่ริมฝีปากนุ่มนิ่ม จากนั้นพอคนตัวเล็กขยับเลื่อนตัวลงจากตัก จินก็ไม่รั้งไว้ ดีเหมือนกันระหว่างที่คาเมะออกไปรับฮิโระจังเขาจะได้สงบอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นลงหน่อย ตอนนี้แม้แต่จะลุกขึ้นยืนยังทำแทบไม่ไหว เลยได้แต่นั่งทำตาละห้อยมองเจ้าของบ้านเดินออกจากห้อง หากก็ยังคึกคะนองพอจะตะโกนไล่หลังคนรักหมาดๆ ไปว่า

 

                      “คาเมะผมยุ่งแนะ ก่อนออกไปรับฮิโระจังแวะส่องกระจกก่อนก็ดีนะ”

 

 ~~~~~~~

 

 

 

                      เพราะโปสการ์ดใบเดียวแท้ๆ ที่ทำให้ความทรงจำเมื่อหนึ่งปีก่อนถูกดึงกลับมาอีกครั้ง

 

                      คาซึยะเพิ่งอาบน้ำเสร็จก็ได้ยินเสียงกดออดที่หน้าประตูบ้าน โดยไม่ต้องเสียเวลาคาดเดาก็รู้ได้ทันทีว่าใครที่กลายเป็นแขกผู้มาเยือนในยามดึก ท่วงท่าก้าวมาสู่ประตูเป็นไปด้วยความเรียบเรื่อย และก็เหมือนทุกครั้งที่เพียงแค่เสียงปลดล็อคบานประตูก็จะถูกดันสวนเข้ามาทันที เจ้าตัวรู้ทันพฤติกรรมของคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘คนรัก’ จึงถอยฉากไปตั้งหลักได้ไกล พอร่างสูงปรากฏตรงหน้าความประหลาดใจก็ตามติด

                     “แฮปปี้เฟิร์ทแอนนิเวอร์ซารี่ครับเซนเซ” ดอกไม้ช่อใหญ่...มาก ถูกยื่นมาจนชิดปลายจมูกคาเมะมองเดซี่ดอกเล็กๆ ที่มีกุหลาบขาวแซมอยู่ภายในด้วยดวงตาที่เบิกกว้างสลับกับรอยยิ้มรื่นของคนที่วันนี้แตกต่างกับเมื่อหนึ่งปีก่อนราวคนละคน

                    “หนึ่งปีอะไร...”

                    “หนึ่งปีที่เราคบกันไงละครับ คาเมะลืมเหรอ” ว่ากันตามตรงคือไม่ค่อยได้จำ...มันเลือนๆ ไม่คิดว่าคนงานยุ่งจะจำได้แม่นขนาดนี้

                    “ก็...เลือนๆ น่ะ” ตอบไปอย่างนั้นแต่ก็ยอมเอื้อมมือออกไปรับช่อดอกไม้ หากคนให้กลับเปลี่ยนใจเสียเฉยๆ

                    “ลืมอะ จินน้อยใจนะเนี่ย” อาการน้อยใจที่มีวิธีแก้ไขด้วยการรั้งร่างคนรักเข้าไปกอดรัดจมอก หนึ่งปีผ่านไป

 
                     จากผมกับคุณ ถูกวันเวลาและคนหน้าด้านเปลี่ยนเป็นจินกับคาเมะ แค่จินกับคาเมะสองคนไม่มีใคร ไม่เกี่ยวกับคนอื่น

 

 

                      “นี่...เราอาบน้ำแล้วนะมาถึงใหม่ๆ มีแต่เหงื่อ อย่าเพิ่งกอดสิ” ดิ้นขลุกขลัก ใช้เสียงเข้มแต่ก็เท่านั้นละ คนอยากกอดก็ยังรัดแน่นไม่ยอมปล่อยอยู่ดี “ถึงว่าสิ ตัวหอม...ตอนเจอกันครั้งแรกคาเมะก็ตัวหอมแบบนี้ละ”

                      “อึดอัด ปล่อยได้แล้ว!”

                      “คิดถึง ขอกอดหน่อยก็ไม่ได้...งั้นทำอย่างอื่น” เป็นอันว่าช่อดอกไม้ถูกวางทิ้งอย่างไม่ใยดีเมื่อริมฝีปากร้อนปิดกั้นทุกถ้อยคำด้วยจูบบดขยี้ เรียกร้องการตอบสนองเสียจนคาเมะครางอื้ออึง ประสบการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้ชี้แนะแนวทางว่าควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร นอกจากการเป็นผู้รับที่ดี ไม่ว่าปลายนิ้วเรียวจะจับพลิกหันไปทางใดคาเมะก็ยินยอมพร้อมใจไปเสียทุกอย่าง ไม่นานลิ้นอุ่นก็สอดตวัดรัดรึงกับลิ้นเล็กดูดดึงเรียกหาความหวานที่ไม่เคยหมดสิ้นอย่างตะกรุมตะกราม ลมหายใจหอบกระชั้นกระตุ้นแรงปรารถนาในตัวชายหนุ่มให้ลุกโพลง แผ่นอกบางภายใต้เครื่องปกปิดมิดชิดสะท้อนขึ้นลงเป็นภาพน่ามอง

                      “รอจินอยู่ใช่ไหม” ถ้อยคำโมเมเอาเองจุดประกายอ่อนใจให้คนฟังจนร่ำๆ อยากจะปฏิเสธอาการเอาแต่ใจนั่นเสีย หากความปรารถนามันไม่เปิดโอกาสให้หลบเลี่ยง จินยัดเยียดจูบหิวกระหายลงมาบนเรียวปากอิ่มแดงซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับไม่เคยพอ จูบย้ำๆ จนคาเมะรู้สึกถึงความชาหนึบ ไม่นานก็ถูกจับให้นั่งซ้อนลงบนตักโดยมีร่างสูงนั่งบนโซฟาอีกทอด

                       “อื้อ...จิน...อ่า....” จินเปลี่ยนจากริมฝีปากเป็นซอกคอหอมหวาน กลิ่นครีมอาบน้ำผสมกับแป้งเด็กและผิวอ่อนใสฉุดกระชากจิตสำนึกฝ่ายต่ำให้เป็นใหญ่ เสื้อคลุมเรียบลื่นมือถูกปลดออกอย่างรวดเร็วไม่นานก็เหลือแค่ชุดนอนนิ่ม กระดุมที่เรียงเป็นแถวตรงหน้าจุดแววหมายมาดในดวงตาคมคู่นั้นได้อย่างดี จะเลาะออกทีละเม็ดหรือกระตุกรวดเดียวคงไม่ต่างกัน

                       “คาเมะทำอะไรกับจิน คาเมะทำให้จินคลั่ง เพราะฉะนั้นคาเมะต้องรับผิดชอบ” กระดุมสองเม็ดบนถูกปลดเลาะด้วยความรวดเร็วมือหนาทำอาการเหมือนปัดผ่านๆ แต่กลับเปิดเปลือยหัวไหล่ขาวปรากฏแก่สายตา ผิวนวลลออตาจนหัวใจพลอยเต้นแรง แนวกระดูกช่วงไหล่แคบปลุกเร้าอารมณ์ลึกลับได้ดียิ่งนัก

                       “จิน เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่ง...” 

  

 

 

 

                      ร่างเล็กนอนซุกอยู่ในอกที่ให้ความอบอุ่นมาตลอดทั้งคืน

                     ไม่ว่าจะเอาแต่ใจ หน้าด้านหน้ามึนแค่ไหนแต่จินก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทุ่มเทความรักให้คาเมะได้มากเพียงไร ความรู้สึกอุ่นซ่านที่ไม่ได้เกี่ยวกับผ้าห่มหรือแรงกอดรัดกระตุ้นให้คาเมะทำในสิ่งที่ไม่เคยปฏิบัติมาก่อน ร่างเล็กขยับเลื่อนตัวเองขึ้นจนริมฝีปากพบกับปลายคางแกร่งที่เริ่มสากระคายด้วยไรหนวด จูบแผ่วแทนคำขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่จินมอบให้ไม่ใช่แค่ดอกไม้ช่อโต ของขวัญ หรือ...โปสการ์ดใบเล็กๆ เมื่อหนึ่งปีก่อน

                     โปสการ์ดที่มีองค์ประกอบเป็นผู้ชายคนหนึ่งในชุดคลุมสีขาวตลอดเรือนร่าง ผู้ชายคนนั้นทอดตัวนอนอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ผ้าปูเตียงสีขาวสะอาดชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศอุ่นสบายยามเช้า ใบหน้าคมหวานแนบไปกับท่อนแขนแกร่ง ดวงตาทั้งคู่มองตรงมายังกล้อง แววตาที่ส่งความรู้สึกออกมานั้น น่ามองพอกับน่าเมินหลบด้วยความเก้อกระดาก ...สายตาของความปรารถนา ข้อความด้านหลังกระดาษแผ่นนั้นไม่ต้องเสียเวลาพลิกอ่านซ้ำแต่คาซึยะก็ยังจำมันได้ขึ้นใจจนบางครั้งก็นึกโมโหตัวเอง

 

Everything what I say
Once upon a time of you and me
Never Forever, I'm alone
The quietness is about to be broken
If I could tell you my feelings right now
I wouldn't be able to turn back, in this moment I can only hold you tight

Out of a billion of people, just one
I found the place for me that is you

 

 

----------
 
 
 
^^

สองตอนที่ลงให้อ่านเป็นแค่ออเดิร์ฟของตำนานรักเรื่องนี้ค่ะ แน่นอนว่าช่วงไคลแมกซ์ได้ถูกตัดทอนออกไปค่อนข้างเยอะทีเดียว(หัวเราะ) เนื่องจากความจำเป็นหลายประการค่ะทำให้ไม่สามารถลงให้อ่านได้ทั้งหมด แต่รับรองว่าในหนังสือจะมีให้อ่านอย่างครบถ้วนกระบวนความ(เท่าที่ผ่านเซ็นเซอร์แล้ว)
 
 

อย่างที่เคยย้ำไปแล้วว่าฟิกเรื่องนี้เป็นฟิกตามอารมณ์ค่ะ สองตอนแรกที่นำลงให้อ่านนี้เป็นตอนต้นของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องราวหลังจากหนึ่งปีที่เซนเซตกลงรับรักนักร้องหนุ่มค่ะ ตอนต่อจากนี้ก็จะเน้นที่ความรักของคนทั้งคู่ ทั้งหวาน ขม เปรี้ยว ซ่า บ้า และหึงโหด ที่สำคัญคือความเสี่ยวของพระเอกนักร้องที่รับรองว่ามีให้สำลักกันทุกตอนแน่ๆ ได้แต่หวังว่าฟิกชั่นเรื่องนี้คงช่วยให้คนอ่านทุกคนผ่อนคลายจากเรื่องเครียดได้บ้าง(จริง ๆ อยากให้หายเครียดเลยทีเดียว) อยากให้อ่านด้วยความสนุกสนานนะคะ แน่นอนว่าเมื่ออ่านจบแล้วคนแต่งก็อยากได้คอมเม้นบอกเล่าความรู้สึกเป็นธรรมดา...แบมือขอคอมเม้นต่อหน้าต่อตาเลยค่ะ ฮี่ๆ
ไว้เจอกันในตอนต่อไปนะคะ
 
 

Popsical_Kwan
20-Jan-2011
 
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 20 Jan 2011 02:04:44 by Popsical_Kwan

Kiss x No. 01

posted on 14 Jan 2011 11:43 by popsical-kwan
 
 
 
 

Kiss x No. 01 :: Hesitate

 
 
 
 

 

 

 

 

 

               “เรียนพิเศษ!”

                ปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มในความดูแลไม่ใช่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย คนที่ต้องมารับหน้าที่ดูแลศิลปินที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทุกวันส่ายหัวดิก เจ้าของเสียงที่ตะโกนดังลั่นห้องพักในอพาร์ตเมนท์น่ะมาจากไอ้ตัวหัวโจกที่อยู่ในชุดกางเกงยีนส์และเสื้อยืดธรรมดา วันพักผ่อนอันแสนสุขของนักร้องหนุ่มรูปหล่อสะเทือนวงการถูกทำลายลงเพียงเพราะประโยคเดียวของคนที่เขาเรียกว่าอากิซัง อากิยามะผู้จัดการจอมเฮี้ยบ

                “เรียนทำไม”

                “ช่วยถามคำถามที่สร้างสรรค์กว่านี้หน่อยจะดีมากนะไอดอล”

                “คำถามผมไม่สร้างสรรค์พอกับความคิดเรื่องเรียนพิเศษนั่นละ”

                “ก็ถ้านายทำสอบได้ตั้งแต่ปีที่แล้วคงไม่มีใครต้องยุ่งวุ่นวายหาครูมาสอนพิเศษหรอกนะ อาคานิชิ จิน” ยามใดก็ตามที่ผู้จัดการใช้น้ำเสียงเข้มจัดเรียกชื่อและนามสกุลนั่นหมายความว่าเจ้าของชื่อจะต้องเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองอีกครั้ง คำขอโทษถูกเอ่ยออกมาพร้อมอาการหงุดหงิดที่สงบลง...เล็กน้อย

                “ปีนี้ผมจะไปสอบใหม่ละกัน”

                “แล้วนายจะแกล้งส่งกระดาษเปล่าอีกไหม” เถียงได้ไม่เต็มคำเพราะไม่คิดว่าผู้ชายหน้านิ่งสวมแว่นสายตากรอบหนาจะรู้ทัน โคตะที่นั่งฟังคนทั้งสองโต้เถียงกันได้แต่ส่งยิ้มจนดวงตายิบหยี “ผมเพิ่งจบมอปลายก็ต้องเรียนด้วยหรือครับอากิซัง”

                “อืม ท่านประธานเห็นว่าไหนๆ จ้างครูมาแล้วก็อยากให้นายสองคนเรียนพร้อมกันไปเลยมีอะไรจะได้ปรึกษากัน” นอกจากต้องเรียนพิเศษเสริมจากงานที่ทำไม่ต่างจากเด็กมอต้นแก่เรียนแล้ว จินยังถูกจัดให้ลงคลาสเดียวกันกับรุ่นน้องที่เพิ่งเรียนจบมอปลายอีกด้วย...เซ็งไปยันโลกหน้าเลยเหอะ

                “พ่อคงดีใจที่รู้ว่าทางบริษัทเห็นความสำคัญเรื่องเรียน” เป็นที่รู้กันว่าโคตะนั้นเกือบถูกคนเป็นพ่อตัดขาดสายสัมพันธ์เพราะความฝันของการเป็นนักร้อง กว่าทางบริษัทและเจ้าตัวจะทำให้พ่อยอมรับในความสามารถของลูกชายตัวเองได้ก็เรียกว่าเสียทั้งพลังงานและน้ำตาไปไม่น้อย

                “ส่วนนายนะจิน...รู้ไว้ด้วยว่าคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีของเรื่องนี้คือคุณแม่ของนายเอง ท่านยื่นคำขาดมาว่าถ้าปีนี้นายยังสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ได้...หรือไม่ตั้งใจสอบเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา ชีวิตการเป็นนักร้องก็ต้องจบ รู้ใช่ไหมว่ามันหมายถึงอะไร” คนที่ถูกพูดถึงพรูลมหายใจแรง กระแทกร่างลงนั่งบนโซฟานุ่มแต่ยังไม่ยอมจบคำถาม

                “แล้วไอ้ยูละ”

                “ครอบครัวของยูอิจิไม่เดือดร้อนเรื่องนี้ เค้าปล่อยให้ลูกชายเลือกด้วยตัวเอง” ตัวขายของสังกัดทำเสียงเหอะ! ในคอ แต่ก็อับจนถ้อยคำโต้แย้งอีกต่อไป ที่ถามใช่ว่าจะเป็นห่วงเพื่อนร่วมค่ายแค่นึกอยากพาลก็เท่านั้นเอง

                “ท่านประธานปรึกษากับติวเตอร์ของพวกนายแล้วว่าจะเจียดเวลาซ้อมของแต่ละคนวันละสามชั่วโมงเพื่อเรียนพิเศษ และจะเรียนแค่อาทิตย์ละสามวันเท่านั้น” อาทิตย์ละสามวัน วันละสามชั่วโมงที่เขาต้องทนกล้ำกลืนทำในสิ่งที่...น่าเบื่อหน่ายอย่างการตั้งอกตั้งใจเรียน แค่คิดก็เหม็นเบื่อจนแทบอ้วกแล้วเหอะ

                “ติวเตอร์ที่ไหนหรือครับ” คำถามของโคตะได้รับรอยยิ้มกว้างจากผู้จัดการเป็นการตอบแทน อากิซังขยับแว่นสายตากรอบหนาสองครั้งถึงยอมเฉลย

                “คาเมนาชิ คาซึยะ เกียรตินิยมเหรียญทองจากมอที ว่าที่นักศึกษาปริญญาโทและทีเอของคณะ”

                “หือ เป็นถึงว่าที่อาจารย์แต่ยอมมาสอนพิเศษพวกเราหรือครับ”

                “คาซึยะเป็นเพื่อนสนิทของฮิโรกิน่ะ” คำตอบนั้นครอบคลุมทุกอย่างเสียจนไม่มีใครนึกอยากสงสัยอะไรอีกต่อไป โคตะจะคิดอย่างไรจินไม่สนใจ เพราะสำหรับเขานั้น...ลองว่าเป็นเพื่อนของฮิโระจังคงไม่ใช่แค่น่าเบื่อแล้วละ แต่อาจจะปวดประสาทจนเป็นบ้าได้เลย

                “แล้วผมจะต้องเริ่มเรียนติวอะไรนี่เมื่อไหร่ครับ” ผู้จัดการหนุ่มยกคิ้วน้อยๆ สีหน้าบอกว่ากำลังสนุก

                “อีกสองชั่วโมงเซนเซของพวกนายคงมาถึง แค่เตรียมตัวให้พร้อม...” ดวงตาหลังกรอบแว่นมองกราดก่อนจะหยุดที่ศิลปินเบอร์หนึ่งในความดูแล ย้ำเสียงเข้ม “ใครตุกติกไม่ตายดีแน่”

 

 

                แม้จะได้รับคำเตือนจากผู้จัดการสุดเฮี้ยบ แต่มนุษย์กะโหลกหนาอย่างจินก็ยังเฉไฉออกนอกพื้นที่บริษัทไปจนได้ ทั้งที่โดนกำชับอย่างหนักแต่กว่าเจ้าของร่างสูงเลยระดับมาตรฐานจะพาตัวเองกลับมาก็เสร็จสิ้นเวลาปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ไปร่วมครึ่งชั่วโมง อากิซังบอกว่าวันนี้แค่คุยกันเบื้องต้นเพราะคุณติวเตอร์ต้องการทราบถึงจุดอ่อนของแต่ละคนว่าต้องเน้นในวิชาใดเพื่อการวางแผนการทำงานที่ได้รับมอบหมายในอนาคต...ก็นั่นมันหน้าที่ของติวเตอร์ไม่เห็นเกี่ยวกับเขา ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสได้เจอกันจะบอกว่าอ่อนมันทุกวิชาไม่งั้นก็คงสอบเข้าได้ไปแล้ว ร่างสูงเดินผ่านประตูห้องที่ถูกจัดไว้สำหรับการเรียนแล้วก็ต้องชะงัก ไฟที่ควรปิดมืดแต่ทำไมยังสว่างโร่ ความสงสัยจุดประกายให้จินหยุดยืนสังเกตการณ์ที่หน้าห้อง แสงไฟที่ลอดออกมาจากหลังม่านยิ่งดึงดูดใจหลงลืมไปว่าตัวเองเป็นเป็นฝ่ายหลบหลีกสถานที่แห่งนี้ตั้งแต่แรก ความคิดบางอย่างผ่านแวบเข้ามาท้าทายให้มือหนาผลักประตูกว้างแค่พอให้แทรกตัวผ่านเข้าไปได้


                แล้วความจริงก็ปรากฏตรงหน้า...


                ร่าง...เล็กมาก ดูจากระยะนี้ก็ยังเห็นได้ชัดว่าตัวเล็กกว่าเขาไปเป็นครึ่งอยู่ในชุดเต็มพิธีการคือเสื้อเชิ้ตแบบสุภาพกับ...น่าจะเป็นกางเกงสูทแบบที่พวกลุงในออฟฟิศชอบใส่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่เหนือโต๊ะญี่ปุ่นตัวใหญ่ สิ่งที่อ่านคงน่าสนใจจนไม่ได้สังเกตว่าเวลานี้คนที่กำลังรอคอยได้เข้ามาอยู่ร่วมใช้ลมหายใจด้วยแล้ว คิ้วเข้มยาวยกสูงดวงตาคมติดหวานที่บรรดาแฟนคลับเห็นแล้วกรี๊ดกร๊าดชื่นชมทอดมองร่างตรงหน้าอย่างสำรวจตรวจตรา แน่นอนว่าคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคาเมนาชิ คาซึยะ...ติวเตอร์และ-เพื่อนสนิท-ของฮิโระจังที่ดูยังไงก็ไม่ค่อยต่างจากที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นหากก็ยังมีกระแสบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างขาวจัดที่เอาแต่ก้มหน้างุด

                “คุณมาช้าไป...สามชั่วโมงกับอีกสี่สิบนาทีนะครับ” บอกแล้วว่ามีบางอย่างจริงๆ ก็เพื่อนฮิโระจังน่ะเอ่ยปากทักทั้งที่ยังไม่ได้เงยขึ้นมามองเขาด้วยซ้ำ เสียงเครียดขรึมเป็นทางการไม่ต่างจากท่วงท่าและเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ ทว่าพอใบหน้าเรียว...ขาวจัด แหงนเงยขึ้นชายหนุ่มจึงเห็นเรียวปากบางสีอ่อนใสยิ้มเยือนราวผู้ใหญ่ใจดี แต่ขอโทษเถอะ ปากยิ้มแต่ดวงตาเรียวกว้างกลับหรี่ลงอย่างคนกุมชัยชนะ...ชัยชนะของอะไร?

                “ผมไม่ได้มาช้า...ผมตั้งใจจะไม่มาเลยต่างหาก” คราวนี้คิ้วเรียวสวยเลิกสูงบ้าง

                “แต่คุณก็มา”

                “แค่ผ่านมา”

                “คุณแวะเข้ามาในห้องนี้”

                “เพราะผมเห็นไฟเปิดอยู่”

                “จะบอกว่าตั้งใจเข้ามาปิดไฟหรือครับ” คนตัวสูงที่ยังยืนพิงประตูยกไหล่เอียงคอประกอบคำพูด

                “ก็ประมาณนั้น” จินมองสบตาคู่กรณีที่ตอนนี้ไม่ได้นั่งอยู่ที่เดิมแล้ว นิ้วกลมที่เห็นกำลังพลิกหน้ากระดาษอย่างต่อเนื่องเปลี่ยนเป็นรวบชุดเอกสารบนโต๊ะมาถือไว้ ดวงตาจับนิ่งแค่ลูกศิษย์ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ต้อง...ติวเป็นพิเศษ

                “คุณเป็นคนดีจังครับ แต่ครั้งหน้าผมหวังว่าคนดีจะแวะมาเรียนพิเศษตามเวลาและสถานที่ที่...ท่านประธานบริษัทเป็นคนกำหนดด้วยนะครับ เพราะผมเองก็ไม่ชอบรอใครนานๆ เหมือนกัน...นี่เป็นแบบทดสอบเพื่อวัดระดับความรู้พื้นฐานของคุณ ผมอยากรู้จุดอ่อน จุดแข็งในแต่ละวิชาของคุณเพื่อให้รู้ว่าควรวางแผนเน้นหนักในวิชาใดบ้าง หวังว่าคุณคงให้ความร่วมมือ-อย่างดี-นะครับ อืม คุณชื่ออะไรนะช่วยแนะนำตัวหน่อยได้ไหม”


                 เป๋...คงเป็นคำจำกัดความสำหรับอารมณ์ของนักร้องหนุ่มในตอนนี้ เพื่อนรักของฮิโระจังที่เขาเห็นแล้วว่าสวมกางเกงยีนส์แบบพอดีตัวแถมยังเก๋ด้วยเข็มขัดแบรนด์ดัง ไม่ใช่สูทลุงอย่างที่เข้าใจในตอนแรก พาร่างมาหยุดยืนตรงหน้าพร้อมกับเอกสารที่ดูปราดเดียวก็รู้ว่ามันคือข้อสอบวัดระดับอย่างที่เจ้าตัวบอก กลิ่นกายหอมอ่อนกรุ่นแตะจมูกจนเผลอสูดดมเข้าเต็มปอดแล้วทั้งร่างก็ชาหนึบ...ความคิดอ่านหยุดชะงักเหมือนถูกกดสวิตซ์ตัดความเป็นไปภายนอก ปฏิกิริยาต่อมาคืออาการคว้าชุดเอกสารที่ถูกยัดใส่อกเมื่อติวเตอร์คน...สวย เห็นว่ายื่นรออยู่นานแล้วแต่เขาก็ยังไม่รับมาเสียที

                “เจอกันพรุ่งนี้ ส่วนเวลาทางผู้จัดการคงแจ้งให้คุณทราบอีกที” คาซึยะรวบหนังสือเล่มเล็กที่อ่านค้างมาแนบอก จินเพิ่งเห็นว่าพื้นที่ข้างๆ ที่คนตัวเล็กนั่งมีเสื้อแจ๊กเก็ตวางอยู่ ฝ่ายนั้นแค่หยิบมันมาถือไว้ด้วยมือข้างหนึ่งแล้วร่างบางก็เลี่ยงหลบคนตัวโตแทรกตัวผ่านประตูออกไปอย่างง่ายดาย

               

                เพื่อนฮิโระจังดูแปลกๆ สามารถทำให้เขารู้สึกละอายใจได้พร้อมๆ กับที่ใจเต้นแรงอย่างไม่รู้สาเหตุ ไม่ยักเหมือนที่คิดไว้เสียทั้งหมด ถึงจะปากคมแต่ก็น่ารัก...แล้วปากคมกับน่ารักมันเกี่ยวกันตรงไหนวะ นี่เพิ่งถูกด่ามาหยกๆ ยังจะชื่นชมเค้าอีก สิ่งที่ต้องคิดคือไอ้กระดาษปึกใหญ่ที่ถืออยู่นี่ต่างหาก

 

                “ห่ะ...แค่เห็นก็เอือมละ แต่ถ้าไม่ทำมีหวังโดนปากคมๆ นั่นเชือดเอาอีกแน่ๆ...แล้วกลัวทำไมวะ” ไม่ได้กลัวนะแต่ที่นั่งทำจนเสร็จก็เพราะไม่อยากมีปัญหา จินหายไปตลอดชั่วโมงเรียนแสดงว่าคุณว่าที่เซนเซคนนั้นคงไม่ได้ฟ้องผู้จัดการ แถมยังนั่งรอเพื่อเอาเอกสารวัดระดับอะไรนี่ให้เขาด้วยตัวเองทั้งที่ฝากโคตะมาก็ได้ เอ...หรือทนรอเพราะอยากด่ากันแน่ น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าละ คิ้วคมขมวดเข้าหากันอีกครั้งไม่ใช่เพราะคำถามในข้อสอบวัดระดับแต่เพราะใบหน้าเรียวขาวของคนที่เพิ่งออกจากห้องไปต่างหาก น่ารักนะ ตัวก็หอมด้วย...แต่มีหลายอย่างที่ดูแล้วแปลกๆ แฮะ

                เอาวะ...บางทีการเรียนพิเศษอาจจะไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดก็ได้(มั้ง)

 

 

 

                เพียงแค่ครั้งแรกของการทำข้อสอบวัดระดับคาเมะก็เห็นแล้วว่าความรู้ที่ควรเน้นหนักให้กับนักเรียนพิเศษทั้งสองคนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โคตะนั้นมีพื้นฐานดีในทุกวิชายกเว้นเป็นพิเศษก็คือภาษาอังกฤษที่อ่อนด้านแกรมม่าแต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าใครอีกคนที่...ดูจะอ่อนในทุกวิชา เกือบสองสัปดาห์แล้วที่คาเมะต้องมาที่บริษัทแห่งนี้อาทิตย์ละสามวันที่ไม่เคยซ้ำกันเลย ตารางเรียนจะขึ้นอยู่กับเวลาว่างของศิลปินทั้งสองคนในวันนั้นๆ ซึ่งเรื่องนี้คาเมะได้รับแจ้งไว้ก่อนจะมาทำหน้าที่จึงไม่เป็นปัญหาเพราะเขาเองก็ยังว่างจนกว่าจะเปิดเทอมใหม่ในอีกหลายเดือนข้างหน้า

                “คิดกันไว้หรือยังว่าจะสอบเข้าที่ไหนบ้าง” เกิดเป็นความเงียบหลังคำถามที่สุดแสนจะเบสิก โคตะยิ้มรื่น ดวงตาคู่เล็กยิบหยีมีรอยเขินอาย

                “ผมว่าจะสอบเข้าที่เดียวกับที่คาเมะเซนเซจะทำงานครับ”

                “งั้น...นายคงต้องเร่งมือหน่อยเพราะมาตรฐานของมหาวิทยาลัยนั้นค่อนข้างสูง คือสูงทุกวิชาน่ะ” จากนั้นติวเตอร์คนเก่งก็หันไปรอคอยคำตอบจากเจ้าของโต๊ะทางซ้ายมือบ้าง จินดัดมือจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น ยกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งยามมองใบหน้าเรียวที่กำลังจดจ้อง

                “คุณแนะนำสิว่าผมควรสอบเข้าที่ไหน...มันหน้าที่คุณไม่ใช่หรือครับ” คาเมะเกือบจะถอนหายใจแรงๆ ระบายความอึดอัด นับตั้งแต่วันแรกที่เจอกันแค่สองต่อสองภายในห้องแห่งนี้จินก็ตั้งตัวเป็นจอมกวนในทุกครั้งที่โอกาสอำนวย คนตัวโตยืนยันที่จะไม่เรียกคาเมะว่าอาจารย์ แม้จะไม่เคยถามหาสาเหตุแต่คาเมะอ่านแววตาคู่นั้นออก...อาคานิชิ จินจะไม่ฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ

                “เอาไว้ค่อยๆ คิดก็ได้ครับ ยังพอมีเวลาเหลือ”

                “แต่ถ้าไม่รีบตัดสินใจผมจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเองควรเร่งติววิชาไหน” สุดท้ายคาเมะก็ต้องพร่างพรูลมหายใจอย่างเกินจะอดกลั้นอีกต่อไป เขาพยายามแล้วนะไม่ใช่ไม่ทำ

                “ถึงยังไม่ตัดสินใจผมก็บอกคุณได้ครับ ถ้ายังอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้สักแห่งคุณน่ะ...ต้องเร่งติวทุกวิชา!” โคตะที่พยายามปั้นหน้านิ่งให้ได้มากถึงมากที่สุดเพราะกลัวถูกลงอาญาปล่อยเสียงหัวเราะพรืดอย่างเกินต้านทาน เด็กหนุ่มได้รับสายตาขุ่นจัดจากรุ่นพี่แต่ในยามนี้อารมณ์สนุกมีมากกว่าเสียจนเลิกสนใจ แม้แต่ประโยคตักเตือนที่พี่ชายเคยย้ำนักหนาเวลาที่อยู่กันตามลำพังโคตะก็ลืมสิ้น

                “ขำมากไหมโคตะ เดี๋ยวฉันจะช่วยให้นายได้นั่งขำอย่างเดียวไม่ต้องทำงาน” พอคนเป็นพี่ตั้งท่าลุกขึ้นโคตะก็รูดซิบปากเงียบเสียงหัวเราะลั่นห้องได้ราวกับสั่ง กริยาทั้งหมดไม่ได้เล็ดรอดไปจากดวงตาคู่เรียวทว่าคาซึยะกลับตีหน้าเฉยมองผ่านราวกับกำลังนั่งมองเด็กเล็กๆ เล่นกัน ทั้งที่คนหนึ่งน่ะเลยวัยที่จะเรียกว่าเด็กหนุ่มแล้วด้วยซ้ำ

                “ถ้าทะเลาะกันเสร็จแล้วช่วยส่งงานที่ให้ทำด้วยนะครับ” เสียงใสอาจจะไม่ได้หวานแต่เพราะน้ำเสียงเข้มขรึมนั่นแหละที่ทำให้นักเรียนพิเศษตัวสูงที่กำลังหงุดหงิดยอมหยุดอาการฮึดฮัดลง โคตะรีบเอาตัวรอดด้วยการยื่นชุดข้อสอบวิชาแคลคูลัสให้ติวเตอร์ในขณะที่จินยังเอาแต่หรี่ตามองสิ่งที่อยู่ในมือ

                “ยังไม่เสร็จหรือครับ” คิ้วดำยกน้อยๆ ถึงจะพยายามขึงใบหน้าให้เรียบตึงแต่แววตาเต้นระริกเห็นได้ชัดเลยว่าเจ้าตัวกำลังพยายามปกปิดอะไรบางอย่าง นิ้วเรียวยาวคีบกระดาษทั้งชุดวางทับบนชุดคำตอบของโคตะโดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาลุกขึ้นด้วยซ้ำ

                “เสร็จแล้วครับ” เสร็จในแบบของผมนี่ละ จินต่อประโยคเพียงในใจรอฟังคอมเม้นที่กำลังจะตามมาด้วยใจจดจ่อ พอคาเมะดึงชุดคำตอบของโคตะขึ้นมาตรวจทานก่อนดวงตาคมก็แสดงออกทันทีว่าไม่พอใจ แต่ในเมื่อทำอะไรไม่ได้จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบมองอาจารย์ตัวเล็กผิวขาวจัดก้มหน้าตรวจคำตอบของโคตะ เพราะคนตรงหน้าเอาแต่ก้มจึงเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้อีกคนกวาดสายตามองไล่ตั้งแต่เส้นผมสีดำที่วันนี้ผมด้านหน้าถูกปัดไปทางซ้ายอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาเรียวยาวที่สามารถเปลี่ยนเป็นใบมีดคมกริบได้แค่ชั่วพริบตา แต่ต่อให้เซนเซพยายามสร้างภาพให้ดูน่าเกรงขามมากเพียงใดจินก็ยังมองคาเมะเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่...ดึงดูดและกระตุ้นความสนใจในตัวเขาได้มากกว่าคนอื่น นับตั้งแต่วันแรกที่พบกัน ความคิดนี้ก็คอยแต่วนเวียนอยู่ในหัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภายใต้เกราะป้องกันตัวที่คาซึยะสร้างไว้สูงเทียมฟ้า เบื้องหลังกำแพงหนาต้องมีบางสิ่งบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน จินไม่คิดจะทลายกำแพงแต่เขาจะปีนข้ามไปสัมผัสอีกฟากด้วยตัวเอง มันคุ้มค่าที่จะลอง...ลางสังหรณ์เขาร้องบอกเช่นนั้น

                “คุณทำได้แค่...นี่มันไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ” เพิ่งรู้ว่าปล่อยใจไปกับความคิดล่องลอยจนเผลอเผยจุดอ่อนให้ฝั่งตรงข้ามรู้ว่ากำลังจ้องมองอยู่ เสียงเครียดขรึมเหมือนทุกครั้งที่เอ่ยวาจาพูดคุยแต่ดวงตาเปล่งประกายคำถาม...แน่นอนว่าคาซึยะต้องสงสัยว่าจินจ้องด้วยเหตุผลกลใด

                “ผมอ่อนวิชานี้คุณก็รู้”

                “แต่สูตรพวกนี้ผมสอนให้คุณไปเกินกว่าสามรอบแล้วนะ”

                “ผมลืมนี่ พอไม่มีคุณคอยบอกผมก็ลืม”

                “ผมเข้าไปนั่งบอกอยู่ข้างๆ คุณในวันสอบไม่ได้หรอกนะอาคานิชิ”

                “ผมไม่ชอบวิชานี้”

                “ผมก็ไม่ได้ชอบวิชานี้เหมือนกัน”

                “แล้วทำไมคุณเก่ง”

                “ถึงไม่ชอบแต่ผมก็พยายามทำความเข้าใจกับมัน คุณเองก็เหมือนกัน อย่าจำแต่ให้เข้าใจถึงหลักการคิดไม่งั้นคุณจะลืมอยู่แบบนี้เรื่อยไป” มุมปากได้รูปเหยียดตรงบอกว่าไม่พอใจ แต่ขอโทษเถอะ คาเมะไม่ได้ถูกไหว้วานและว่าจ้างมาเพื่อทำให้ใครพึงพอใจหรอกนะ

                “ทำยังไงผมก็ไม่เข้าใจนี่”

                “เพราะคุณไม่เปิดใจไงละ คุณคิดแค่ว่ามันยาก คุณไม่ชอบ คุณไม่อยากทำ” ครั้งนี้จินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ สุ้มเสียงทุ้มต่ำสื่อความหมายเดียวกัน

                “คุณเดาใจผมถูกหมดเลย ทีนี้...คุณจะมีวิธีแก้ยังไงครับอาจารย์” คางหนาวางซ้อนบนฝ่ามือใหญ่ คาเมะมองผู้ชายตัวโตที่กำลังเท้าคางมองมาด้วยดวงตาวิบวับแล้วก็รู้เลยว่าเจ้าตัวจงใจลากบทสนทนาให้เข้าสู่ประเด็นเดิมอีกครั้ง

                “ผมมีเวลาให้พวกคุณแค่วันละสามชั่วโมง ไม่มากและไม่น้อยไปกว่านั้น”

                “แต่ผมยังไม่เข้าใจสูตรยึกยือพวกนี้เลย” คาซึยะยิ้มอ่อนโยนแต่ดวงตาวาววับคล้ายเสือร้ายยามโกรธเคือง ผิดกับน้ำเสียงราบเรียบเย็นชาที่เปล่งออกมา

                “โคตะเก่งแล้วคงช่วยคุณได้เยอะ วันนี้หมดเวลาพอดี...นี่เป็นข้อสอบอีกชุดที่ผมอยากให้พวกคุณลองทำ ไม่ต้องรีบร้อนว่างจากการทำงานก็ค่อยๆ ทำไป ผมอยากให้พวกคุณคิดตามไปด้วย ไว้เจอกันอาทิตย์หน้าครับ” ร่างเล็กรวดเร็วในการหลบหลีกเสมอ อาจจะเพราะรู้ดีว่าเมื่อหลุดออกจากห้องนี้แล้วจินก็หมดสิทธิ์ที่จะก่อกวนได้อีกต่อไป คาเมะยิ้มรับคำอำลาของโคตะโดยไม่ยอมหันมาให้ความสนใจกับคนที่...คงกำลังปั้นหน้าบูดอยู่ที่โต๊ะทางซ้ายมือ

                “ทำไมพี่ถึงชอบกวนคาเมะเซนเซอยู่เรื่อยละ แบบนี้เดี๋ยวก็โดนเกลียดขี้หน้าจริงๆ หรอก” คนเป็นพี่ยังไม่ยอมละสายตาจากบานประตูที่ร่างของติวเตอร์เพิ่งลับหายไป ริมฝีปากหนาสีแดงสดขยับเป็นประโยคที่ไม่ใช่คำตอบที่โคตะต้องการ ซ้ำยังกลายเป็นคำคาดคั้นให้เด็กหนุ่มรุ่นน้องยิ่งงุนงง

                “เลิกล้มความคิดที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นซะ”

                “อ่าว...ทำไมละ”

                “นายได้ยินที่ฉันพูดชัดเจนแล้วนะโคตะ”

                “แต่ว่า...”

                “ฉันจะสอบเข้าที่นั่นเอง ส่วนนายก็ไปหาที่ลงใหม่ซะ” แม้อยากคัดค้านใจจะขาดแต่ศิลปินรุ่นน้องก็คิดว่าควรเก็บปากเก็บคำเอาไว้กับตัวเองจะดีกว่า ลองว่าพี่จินยื่นคำขาดขนาดนี้ขืนยื่นมือเข้าไปยุ่งมีหวังโดนตัดทิ้งอย่างไม่ใยดี ท่าทางคงไม่ใช่แค่ซัมธิงที่รองแล้วละ แต่คงเป็นซัมธิงแฮปเพ่นเสียมากกว่า...

 

 

                “จะเอาไปทำอะไร?” ประโยคเดิมถูกถามย้ำเกินกว่าสามครั้งแต่คนถูกถามก็ยังทำได้แค่ยิ้มเรี่ยราด ส่งเสียงอือออในคอประหนึ่งถอยหลังอายุกลับไปเป็นเด็กห้าขวบอีกครั้ง ฮิโรกิดันหน้าผากของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นน้องให้แหงนเงยขึ้นเพื่อให้สบตากันได้ถนัด

                “บอกมาว่าจะเอาเบอร์คาเมะไปทำอะไร” จินขยับตัวเข้าใกล้ในขณะที่ฮิโรกิหรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ

                “เอาไว้โทรถามเรื่องเรียนไง ช่วงนี้ผมขาดเรียนบ่อยไม่ค่อยรู้เรื่องเลย”

                “อย่ามาโกหก!”

                “โกหกอะไรละ ขอเบอร์ติวเตอร์จะให้เอาไปทำอะไรได้นอกจากถามเรื่องเรียน คิดมากจริงฮิโระจัง” นิ้วเรียวจิ้มแรงๆ ที่หน้าผากเดิมซ้ำๆ พร้อมกับลงเสียงหนักในคอ

                “อย่าง-นาย-คิด-น้อย-ไม่-ได้-หรอก-อาคานิชิ”

                “พี่เห็นผมเป็นอะไร”

                “เห็นเป็นไอ้จินตัวร้ายนี่แหละ”

                “พูดแบบนี้ผมน้อยใจนะ”

                “เชิญ”

                “ฮิโระจังอ่า...” ฮิโรกิถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้จงใจกีดกันแต่เพราะยังไม่รู้ถึงจุดประสงค์ที่แน่นอนเลยไม่อยากไว้ใจ ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้อยู่แก่ใจว่าถึงเขาไม่ให้เจ้าตัวก็คงไปหาจากที่อื่นจนได้...งั้นก็ปล่อยให้ไปหาจากที่อื่นเอาละกัน

                “รู้ไหมว่ายากเย็นแค่ไหนกว่าจะหาคนมาทำงานในข้อจำกัดมากมายล้านแปดแบบนี้ได้ ฉันเป็นคนขอร้องเพื่อนให้มาทำงานนี้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นห้ามนายหรือคนอื่นๆ ทำเรื่องไม่ดีกับคาเมะเด็ดขาด!” ฮิโระประกาศเสียงดังให้คนอื่นๆ ได้ยินชัดเจน แต่ดูเหมือนคนที่มีปัญหาเยอะที่สุดจะแกล้งทำหูทวนลมได้เก่งกว่าใครเพื่อน

                “ได้ยินชัดน่ะจิน” คิ้วคมยกสูงอย่างจงใจกวนจากนั้นไอ้มนุษย์ยักษ์ก็ลุกขึ้นเดินหายเข้าห้องส่วนตัวไปโดยไม่ยอมพูดจากับใครอีกเลย แบบนี้ไม่ธรรมดาแน่นอนละ

 

 

 

                เกือบห้าทุ่มตรงแล้วเมื่อเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์เครื่องเล็กดังขัดจังหวะการอ่านหนังสือเล่มโปรด คาซึยะเหลือบตามองเมื่อเห็นว่าเป็นหมายเลขหลายตัวเรียงกันแต่ไม่ปรากฏชื่อคนโทรก็ละความสนใจ เขาไม่ค่อยชอบรับโทรศัพท์เบอร์แปลกๆ จนติดเป็นนิสัย หลายครั้งที่กดรับแล้วปรากฏว่าเป็นการโทรผิดและในหลายๆ ครั้งนั้นก็มักจะมีอารมณ์หงุดหงิดชวนหัวเสียติดตามมาด้วยทุกครั้ง เสียงเรียกเข้าดังแล้วก็ดับคาเมะกำลังปล่อยอารมณ์เข้าสู่เนื้อเรื่องที่อ่านก็เป็นอันต้องหยุดชะงักลงด้วยเสียงรบกวนในแบบเดิมและที่สำคัญ...หมายเลขเดิม

                “หื่อ...อะไรกันเนี่ย” หัวคิ้วเรียวขมวดฉับสองจิตสองใจระหว่างกดตัดสายและปิดเครื่องกับกดรับเพื่อบอกให้รู้ไปว่าโทรผิด...ประเด็นหลังผ่านการพิจารณา

                “โมชิ โมชิ ...ต้องการพูดสายกับใครครับ” เป็นอย่างที่คิดเสียเมื่อไหร่ละไม่น่าเสียเวลารับสายกระตุ้นต่อมหงุดหงิดเลยเถอะ อาการเงียบแบบนี้คงหนีไม่พ้นโทรผิดอีกตามเคย “ฮัลโหล ถ้าไม่พูดจะวางนะครับ”

                (ครับ คาเมนาชิเซนเซหรือเปล่าครับ) ว่าที่อาจารย์ขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมก็เขายังไม่มีลูกศิษย์(อย่างเป็นทางการ)สักคนนี่นา

                “ใครน่ะ”

                (จินครับ) แนะนำตัวเองเสร็จสรรพแต่ไม่ได้ทำให้คาเมะลดความข้องใจลงจากเดิมเลย

                “อาคานิชิ คุณมีธุระอะไร”

                (ขอโทษครับ ผมโทรมากวนคุณหรือเปล่า คุณนอนหรือยัง) คาเมะดึงโทรศัพท์ออกมาจ้องราวกับจะมองให้เห็นใบหน้าเจ้าของเสียงทุ้มที่แนบอยู่ข้างแก้มนวล

                “มีธุระอะไรครับ”

                (ผมคุยได้ใช่ไหม)

                “ธุระสำคัญหรือเปล่า”

                (ไม่รู้สิครับ ระดับความสำคัญของผมกับคุณอาจจะแตกต่างกัน)

                “ลองว่ามาสิ แล้วผมจะตัดสินใจเองว่ามันสำคัญพอที่จะเสียเวลาด้วยหรือเปล่า” ปลายสายเงียบเสียงไปอึดใจ คาเมะได้ยินเสียงเนื้อผ้าเสียดสีกันจากนั้นก็แว่วเสียงหน้ากระดาษถูกเปิด

                (ผมมีอะไรจะถามเกี่ยวกับข้อสอบที่คุณฝากโคตะไว้ให้)

                “คำถามอะไร”

                (ทำไมคุณถึงคิดว่าผมจะเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้ละ ผมจำได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ตัดสินใจ) คาเมะย่นจมูกให้กับสุ้มเสียงทุ้มต่ำจากปลายสาย ตอนถามละบอกให้ช่วยแนะนำ พอคนเค้าหวังดีฝากข้อสอบของมหาวิทยาลัยที่คิดว่าเหมาะกับเจ้าตัวไว้ให้กลับมาทำเสียงเข้มใส่ แบบนี้ถ้าอยู่ใกล้ๆ เป็นได้เจอดีแน่

                “ถ้าไม่ชอบก็ขอโทษครับ ผมแค่คิดว่าคุณเหมาะกับที่นั่น”

                (ทำไมผมถึงเหมาะละครับ...เอาตามความคิดคุณ) จินเปลี่ยนเสียงเข้มจัดให้เหลือแค่อาการสนใจใคร่รู้จนคาเมะเริ่มตามอารมณ์ไม่ทัน

                “ผมตัดสินจากคะแนนการทำข้อสอบของคุณ” ปลายสายเงียบเสียงไปอีกแล้ว ครั้งนี้นานจนคาเมะต้องร้องเตือนเพื่อให้แน่ใจว่าจินยังอยู่ในสาย       

“ฮัลโหล...ถ้าคุณไม่พูดผมจะวางสายนะ”

                (ถ้าผมบอกว่าอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับที่คุณจะเรียนต่อล่ะ จะว่าไง)

                “ไม่ว่าไงครับ มันสิทธิ์ของคุณ”

                (คุณมีคำแนะนำให้ผมได้แค่นี้เองหรือครับเซนเซ) มาอีกละทักษะการกวนใจขั้นที่หนึ่งของอาคานิชิ

                “ถ้าคุณอยากได้คำแนะนำคุณควรจะเข้าเรียนพิเศษตามเวลาที่ทางค่ายคุณจัดไว้ให้  ไม่ใช่โทรมาขอคำปรึกษาตอน...เกือบเที่ยงคืนแบบนี้”

                (ผมไม่ได้ตั้งใจจะโดดเรียนนะ แต่งานวันนี้มันยืดเยื้อจนปลีกตัวไม่ได้เลย) คาเมะเผลอเบ้ปากโดยไม่รู้ตัว ใครสนละว่าอาคานิชิจงใจโดดหรือติดงานที่ไหน เขาแค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้เรียบร้อยไม่มีที่ติเป็นพอ

                “ผมแนะนำว่าถ้ามีอะไรไม่เข้าใจคุณควรจะถามโคตะนะครับ”

                (หมายความว่า ผมโทรมารบกวนคุณหรือ)

                “นี่เป็นเวลาพักผ่อนครับ คุณเองก็ควรพักเหมือนกัน” คาเมะตอบไม่ตรงคำถามแต่ก็บอกเป็นนัยให้คนฟังตีความหมายเอาเอง คนทั่วไปคงเข้าใจได้ไม่ยากแต่ดูเหมือนจินจะไม่ได้เป็นแค่นักเรียนพิเศษ แต่ยังกลายเป็นมนุษย์พิเศษที่แปลกกว่าคนธรรมดาสามัญ

                (แต่คุณบอกเองว่าถ้าธุระสำคัญพอคุณจะยอมเสียเวลา)

                “คุณยังมีธุระอื่นอีกหรือครับ”

                (ผมอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับที่คุณกำลังจะเป็นนักศึกษาปริญญาโทและอาจารย์ผู้ช่วยสอน)

                “คุณบอกผมแล้ว”

                (ผมต้องทำยังไง)

                “ไม่ทำยังไง คุณแค่ต้องขยันแล้วก็เลิกทำเป็นเล่นได้แล้ว”

                (ทำไมคุณถึงคิดว่าผมกำลังเล่นละ)

                “ผมไม่ได้คิด แต่ผมเห็น” พอถูกว่าตรงๆ ก็เลยเงียบไปอีก ครั้งนี้คาเมะไม่ขานชื่อซ้ำ รอให้อีกฝ่ายกลับมาต่อบทสนทนาด้วยตัวเอง

                (ผมอยากให้คุณช่วย)

                “แล้วทุกวันนี้คุณคิดว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ ผมถูกจ้างมาให้ช่วยเหลือพวกคุณเรื่องการเรียนอยู่แล้ว”

                (คุณพูดเองนะ) คาเมะถอนหายใจทิ้งอย่างไม่เสียดาย จากท่านอนคว่ำเปลี่ยนเป็นนั่งหลังตรง

                “ผมจะช่วยคุณเท่าที่จำเป็นและในเวลาที่กำหนดเท่านั้น...แค่นี้นะครับ”

                (เดี๋ยวก่อนครับ...ถ้าผมสอบเข้าที่นั่นได้ ผมขอรางวัลจากคุณได้ไหม)

                “ถ้าอยากได้รางวัลผมแนะนำว่าคุณลองไปขอจากผู้ใหญ่ในบริษัทน่าจะเหมาะกว่า หรือไม่ก็ลองเอาถุงเท้ามาแขวนไว้ที่ปลายเตียงในวันคริสมาสต์ดูเผื่อว่าจะมีซานตาคลอสแวะเอามาให้” พอเขาลดโทรศัพท์ลงก็ได้ยินเสียงเรียกไว้อีกครั้ง

                (แต่ผมอยากได้จากเซนเซมากกว่า)

                “ขอโทษนะครับผมเป็นติวเตอร์ไม่ใช่ซานตาคลอส...ราตรีสวัสดิ์”


                 นายนักร้องนี่...ถ้าจะบ้า!

 

 

 

                สัปดาห์ใหม่มาเยือนเร็วเกินไปสำหรับคนที่ไม่ได้รอคอย กว่าเดือนเศษแล้วที่เขาต้องรับหน้าที่ติวเตอร์ให้กับนักเรียนพิเศษสองคน และทั้งสองคนก็พิเศษจริงๆ เพราะเป็นถึงนักร้องที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ ก่อนมารับหน้าที่ฮิโรกิเล่าเรื่องราวของศิลปินที่เจ้าตัวเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่า-เด็ก-หนุ่มให้ฟังแค่คร่าวๆ คาเมะอาจจะไม่ใช่ประเภทเกาะติดกระแสของวงการบันเทิงชนิดตัวแม่หรือตัวพ่อแต่ก็ไม่เคยละเลยจนเรียกว่าตกข่าว เขาพอรู้จักชื่อเสียงของค่ายนี้อยู่บ้างแต่ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นใครทำหน้าที่อะไรในวงการ คาเมะยอมตกปากรับคำเพราะทนคำอ้อนวอนของเพื่อนรักไม่ไหว เขารู้ว่าการจะหาติวเตอร์เก่งๆ ในข้อจำกัดมากมายอย่างที่ฮิโระกล่าวมานั้นยากนัก คาเมะไม่ได้ยกตัวว่าเก่งกาจมาจากไหนแต่ก็เคยมีประสบการณ์ในการทำงานด้านนี้มาตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยปีสอง ทว่าก็ไม่เคยคิดเลยว่าภาพลักษณ์ที่เห็นผ่านสื่อมวลชนกับตัวจริงของนักร้องดังจะแตกต่างกันได้มากมายถึงเพียงนี้

 

                แน่นอนว่าคนที่สร้างความหนักใจได้มากที่สุดย่อมไม่ใช่ยาบุ โคตะ...อาคานิชิทำให้เขานึกอยากบอกลางานที่ได้รับมอบหมายเสียตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบกัน!

 

                คาซึยะเดินทางมาถึงตึกสูงพาตัวเองมาหยุดที่ห้องเดิมใช้มือหนึ่งดันประตูห้องที่ใช้เป็นห้องเรียน ร่างเล็กก้าวผ่านประตูภายในห้องนั้นมีเพียงแสงแดดอ่อนยามเย็นที่ทอผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่เข้ามา คนดูแลคงเข้ามาทำความสะอาดแล้วเปิดผ้าม่านทิ้งไว้ คาเมะใช้ความเคยชินเดินเลี่ยงโต๊ะเล็กไปวางกระเป๋าใส่เอกสารบนโต๊ะประจำ ลำแสงจากภายนอกแม้จะไม่สว่างมากนัก หากก็ยังมากพอจนไม่ต้องอาศัยพลังงานไฟฟ้า มีเวลาเหลืออีกราวสิบห้านาทีความคิดที่จะเดินไปทักทายเพื่อนรักเป็นอันหยุดชะงัก แค่สิบห้านาทีแค่เดินไปกับเดินกลับมาก็คงหมดเวลาพอดี

                ร่างเล็กทรุดลงบนเบาะรองนั่ง อารมณ์เพลิดเพลินไม่ทันระวังตัวเพราะนึกว่าอยู่ตามลำพังทำให้คาเมะสะดุ้งน้อยๆ ยามจับได้ถึงกระแสลมหายใจสม่ำเสมอที่ดังมาจากมุมที่มืดกว่าส่วนอื่น ชั้นหนังสือช่วยปิดกั้นแสงสว่างพรางร่างของใครบางคนจากสายตาทำให้ไม่ทันสังเกตเห็นตั้งแต่แรกที่เดินเข้ามา คาเมะก็รู้ได้ทันทีว่าใครคือบุคคลปริศนาที่กำลังฟุบหลับอยู่กับโต๊ะญี่ปุ่นฝั่งซ้ายมือ คิ้วเรียวมุ่นเข้าหากันด้วยความข้องใจกับภาพที่เห็น ใบหน้าขาวจัดฟุบอยู่บนท่อนแขนใหญ่ ความมืดสลัวทำให้มองเห็นรายละเอียดได้ไม่ชัดเจนนัก พอร่างนั้นขยับคล้ายกับจะเปลี่ยนท่าเพื่อความสบายคาเมะก็สะดุ้งสุดตัว

                ติวเตอร์คนเก่งคิดว่าจินคงแค่ขยับเพื่อเปลี่ยนท่าทางในการนอน แต่ที่ไม่รู้ตัวคือภาพตรงหน้านอกจากจะจับหน่วยตาเรียวยาวไว้ได้ยังจับความรู้สึกทั้งหมดของคาเมะให้รวมอยู่ที่จินด้วยเช่นกัน ผมสีดำที่เคยยาวระต้นคอดูรกรุงรังมาบัดนี้ไม่มีให้เห็น สิ่งที่ปรากฏในม่านสายตาคือชายหนุ่มผมสีน้ำตาลที่จุดกระแสแห่งความสนใจท่วมท้นจนเกินต้านทาน คาเมะรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่ากำลังกะพริบตามองผู้ชายคนหนึ่งค่อยๆ ลืมตาตื่นด้วยความตั้งอกตั้งใจ นอกจากลืมเลือนความคิดที่จะลุกขึ้นไปเปิดไฟบัดนี้แม้แต่พื้นที่ส่วนตัวเขาก็ยังละทิ้งไว้เบื้องหลัง สีหน้าและแววตาของจินยังเป็นปริศนาแต่คาเมะเห็นว่าริมฝีปากได้รูปสวยกำลังเหน็บรอยยิ้ม...ที่เรียกว่าร้ายกาจได้เต็มปากก็เพราะดวงตาคมวาววับนี่ล่ะมั้ง

                “อ๊ะ!...”

                “คุณทำผมตกใจตื่นนะครับเซนเซ” ดวงตาสีดำจัดเปล่งประกายวิบวับอย่างคนเป็นต่อ ใบหน้าที่อยู่ห่างในระยะพอเหมาะถูกลดให้เหลือแค่ลมหายใจที่กางกั้น นี่เขาทำอะไรลงไป เรื่องอะไรถึงขยับมานั่งเสียชิดโต๊ะของจิน ติวเตอร์เริ่มรู้สึกตัวว่าได้เผลอไผลทำในสิ่งที่ไม่ควรก็ตั้งใจจะถอยหนีทว่าปลายนิ้วเรียวกลับสอดเข้าตรึงท้ายทอยไว้มั่น

                “ขออนุญาตเรียกร้องอย่างอื่นแทนคำขอโทษ...นะครับ...” คาเมะทำตาโต ปากบางเย็นเฉียบเผยอออกน้อยๆ คล้ายกับต้องการปฏิเสธหรืออันที่จริงแล้วอยากต่อว่าด่าทอก็สุดรู้เพราะแค่เสี้ยววินาทีที่กะพริบตากลีบปากคู่นั้นก็ถูกปิดกั้นด้วยสัมผัสอุ่นร้อนจากเรียวปากที่ก่อนนี้ยังปรากฏแค่ภาพรอยยิ้มล่อลวงตา กลิ่นของลมหายใจระรวยรินที่เจือไปด้วยความไม่แน่ใจกระตุ้นให้จิตฝ่ายต่ำพลุ่งพล่าน รสชาติจุมพิตแรกที่ได้ดื่มชิมช่างหอมหวานอบอวลอยู่ทั่วโพรงปาก เสียงครึมครางผ่านลำคอบอกว่าจินกำลังพึงพอใจ สาบานว่าคาเมะไม่ได้ยินยอมแต่เขาตกใจเกินกว่าจะทัดทานในคราแรก ไม่นึกว่าอาการเหล่านั้นจะทำให้อีกฝ่ายยิ่งได้ใจ ปลายนิ้วที่สอดตรึงต้นคอขยับหมุนเป็นวงกลมปลุกเร้าอารมณ์ให้ยิ่งเพริดไปไกล ไม่นานสัมผัสนุ่มหยุ่นของลิ้นร้อนก็แตะแต้มลงบนกลีบเนื้อด้านล่างอย่างลองเชิง แว่วเสียงร้องประท้วงไม่ยอมรับทำให้จินต้องพับความตั้งใจไว้แค่จุดเริ่มต้น

                แค่นี้ก็ดีพอแล้ว...สำหรับครั้งแรก

                นานเท่าไหร่นับตั้งแต่สัมผัสอุ่นแนบชิดเพิ่มความร้อนรุ่มให้กับกลีบเนื้ออ่อนบาง ยามนี้ไม่ใช่แค่ริมฝีปากที่ถูกแตะชิมแต่ยังรวมไปถึงแก้มนวลก็ถูกจมูกโด่งสูดหากลิ่นหอมละมุนเช่นเดียวกัน จินปฏิบัติกับคาเมะราวกับคนคุ้นเคยทั้งที่ไม่ใช่เลย ทั้งสองคนยังเป็นได้แค่คนแปลกหน้า ต่อให้เคยคุ้นหน้าคุ้นตากันมานานนับเดือนทว่ามันก็ไม่มากพอที่จะทำเช่นนี้ เสียงอึกอักในคอเกิดขึ้นยามคนตัวโตหยุดจู่โจมด้วยจูบเหลือแค่อาการซุกไซ้ปลายจมูกทั่ววงหน้า ติวเตอร์คนเก่งเรียกสติที่กระจัดกระจายกลับเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง สุ้มเสียงแม้จะสั่นพร่าแต่ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะหยุดยั้งการกระทำของชายหนุ่ม

                “ปล่อย อื้อ! อาคานิชิ...” โชคดีเป็นของคาเมะที่อย่างน้อยก็ยังมีโต๊ะญี่ปุ่นกั้นกลางระหว่างร่างของเขากับคนเอาแต่ใจ มือป้อมหลังจากทั้งผลักและดันแต่ไม่เกิดผลก็เริ่มควานหาตัวช่วยอื่น


                ปั่ก!


                “โอ๊ย! คาเมะ คุณจะทำอะไรน่ะ” ทำอะไรงั้นหรือ ทั้งที่กล้าทำรุ่มร่ามไม่ให้เกียรติเขาแท้ๆ ยังมีหน้ามาถามว่าที่คาเมะกำลังซัดแบบไม่ยั้งมืออยู่นี้เขาทำไปทำไม

                “ทำอะไรเหรอ ทำอะไร ฉันน่าจะถามนายมากกว่านะอาคานิชิว่านายตั้งใจจะทำอะไร นายทำบ้าอะไร นายคิดอะไร คิดว่าฉันเป็นใคร...กัน...” ไม่ได้ตั้งใจแต่ดูเหมือนคาเมะจะห้ามหยดน้ำใสไว้ไม่ทันเสียแล้ว ลำคอตีบตันราวกับถูกบีบรัดจนไม่สามารถหายใจได้สะดวก ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ารู้สึกอย่างไรมากกว่ากันระหว่างโกรธกับเสียใจ อะไรก็ไม่เท่าโกรธตัวเองนักที่เผลอไผลไปกับความจาบจ้วงหยาบคายของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกศิษย์

                “ผม...คุณฟังผมก่อนนะคาเมะ ผมน่ะ...” พอคนตาสวยนิ่งตั้งใจรอฟังด้วยสีหน้าจริงจังจินกลับไปไม่เป็น มือหนาคลายแรงกระชับจากข้อมือเล็กเมื่อถูกสายตาคมกริบตวัดมอง รู้สึกเกะกะเก้งก้างไปเสียหมดแต่ก็โล่งใจที่อย่างน้อยๆ น้ำตาที่เห็นเมื่อครู่ถูกซับหายไปอย่างรวดเร็ว

                “ผมขอโทษที่ทำให้คุณตกใจ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

                “ไม่ได้ตั้งใจแล้วนายทำแบบนั้นทำไม!”

                “ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณตกใจ แต่เรื่องจูบนั่น...ผมตั้งใจ...โอ๊ย!....” ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ชีทข้อสอบเหมือนเมื่อแรกเริ่มแต่เป็นหมัดล้วนๆ ที่ซัดเน้นๆ แต่น่าเสียดายที่ทำได้แค่เฉี่ยวปลายคางแกร่งในระยะประชิด จินร้องครางแล้วรวบจับมืออีกฝ่ายไว้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ออกแรงรั้งจนร่างเล็กเกยขึ้นนั่งอยู่บนโต๊ะเรียน หากคาเมะยังเหลือมืออีกข้างที่เก็บไว้สำหรับกระทุ้งไปกลางท้องแข็งเต็มแรง

                “คุณนี่ฤทธิ์เยอะชะมัดเลยเซนเซ เป็นแฟนกันเมื่อไหร่ผมจะโดนคุณซัดจนน่วมไหม” มือขาวชะงักค้างกลางอากาศและจินฉกฉวยไปรวบไว้ด้วยมือข้างเดียวจากนั้นก็มองสบดวงตาคู่เรียวที่กำลังพลุ่งพล่านอย่างคนโกรธจัด

                “อาคานิชิ ฉันจะให้โอกาสนายเป็นครั้งสุดท้าย...ปล่อย!”

                “ฟังผมก่อนนะ...”

                “โอกาสของนายคือปล่อยมือ” สรรพนามที่ใช้ถูกเปลี่ยนไปตามแรงอารมณ์ที่คุกรุ่นขึ้นทุกขณะ

                “แต่ผม...”

                “อาคานิชิ ฉันบอก...”

                “ผมชอบคุณ คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมอยากขอให้คุณพิจารณารับผมเป็นแฟน…นะครับ” เสียงทุ้มรัวเร็วราวกับกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้สักนิดคนฟังจะปิดโอกาส ประโยคสำคัญที่จินนึกอยากให้มันฟังดูโรแมนติก ไม่ใช่การพูดโพล่งออกมาเช่นนี้ แล้วดูเอาเถอะ คาเมะทำตาวาววับโกรธเคืองยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

                “ล้อฉันเล่นนี่คงสนุกมากสินะ!”

                “ไม่ได้ล้อเล่น” ปากบางถูกฟันคมกดย้ำจนเป็นสีเข้มจัดต่อหน้าต่อตาจินที่ได้แต่มองด้วยความเสียดาย อยากร้องห้าม อยากทำให้คาเมะหยุดทำร้ายสิ่งสวยงามที่จินได้รู้แล้วว่ารสชาติก็หอมหวานไม่แพ้กัน ดวงตาวาววับมีประกายไฟร้อนแรงหยุดทุกความคิดได้ดีนัก ไม่นานร่างเล็กก็เคลื่อนลงจากโต๊ะยืดตัวเต็มความสูงที่พอดีกับปลายคางเขา ใบหน้าสวยแดงก่ำแต่ยังเชิดสูงบ่งบอกว่าคนอย่างคาซึยะจะไม่ยอมแพ้ต่ออะไรทั้งสิ้น ส่วนจิน...ก็จะไม่ยอมแพ้กับความตั้งใจครั้งนี้เหมือนกัน

                “ผมพูดจริงนะคาเมะ ผมชอบคุณ” คาเมะได้รู้อะไรเกี่ยวกับจินเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือหมอนี่เคลื่อนไหวเร็วมาก แค่ชั่วระยะสูดลมหายใจทำได้แค่อ้าปากเตรียมตอกกลับประโยคมักง่ายอีกฝ่ายก็ประชิดตัวอีกครั้ง ครานี้รวบร่างเขาจับใบหน้าให้ซุกอยู่กับอกกว้าง ท่วงท่าคุกคามยิ่งดูอันตรายเมื่อประกอบกับสีหน้าและน้ำเสียงบอกว่าเอาจริง

                “แค่พูดว่าชอบก็จบงั้นสิ พูดว่าชอบแล้วก็คิดจะทำอะไรก็ได้งั้นสิ” แม้จะทำได้แค่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในการกักกันของปลอกเหล็กแน่นหนาคาเมะก็ยังกล่าวคำบริภาษออกมาจนได้

                “ใช่ เพราะชอบผมถึงได้จูบคุณ”

                “โอ๊ย...ไอ้บ้านี่” คาเมะส่งเสียงร้องได้แค่นั้นเมื่อปลายคางถูกมือหนาจับให้แหงนเงยขึ้น ดวงตาดำคมสบนิ่งกับดวงตาคู่ยาวเรียวที่กำลังสั่นไหว เสียงทุ้มแหบพร่ายามเอ่ยประโยคที่อัดอั้นมาเนิ่นนาน

                “คาเมะผิดเองที่ทำให้ผมตื่นแล้วยังเอาหน้าเข้ามาใกล้ รู้ไหมว่าทุกอย่างเป็นความผิดของคุณทั้งนั้น คุณทำให้ผมหมดความมั่นใจแค่ได้ยินเสียงคุณตำหนิว่าผมมันไม่เอาไหน แล้วผมก็ไม่ชอบให้คุณสนใจโคตะมากกว่า ผมอยากให้คุณทำตัวเป็นกันเองเหมือนที่คุณปฏิบัติกับคนอื่นๆ บ้าง พอไม่ได้มาเรียนผมก็กระวนกระวายจนไม่เป็นอันทำงานเพราะอยากเห็นหน้าคุณ ผมอิจฉาเวลาได้ยินคุณพูดจาชื่นชมโคตะ ผมอยากให้คุณพูดกับผมแบบนั้นบ้างได้ไหมคาเมะ...บอกสิว่าผมต้องทำยังไง หือม์” ใบหน้าหล่อจัดอย่างที่เรียกได้เต็มปากว่าแบดบอยก้มต่ำ เป็นอีกครั้งที่จินกำลังจะฉวยโอกาสเอากับเขาแต่ครั้งนี้คาเมะไม่ยอมให้ได้ทำตามอำเภอใจ เด็กหนุ่มก้มหน้าเก็บปลายคางเม้มปากแน่นพยายามดันตัวเองออกจากแรงกอดรัดพอไม่สำเร็จสมองก็สั่งให้พูดในสิ่งที่คิดว่าคงพอหยุดยั้งการรุกรานนั้นได้

                “ทำให้เห็นสิว่านายรับผิดชอบตัวเองได้จริง อะไรที่เคยพูดไว้ก็ต้องทำให้ได้ไม่ใช่สักแต่ว่าพูดออกมาพล่อยๆ ที่สำคัญ...เลิกฉวยโอกาสกับฉันได้แล้ว!” คาเมะอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังเผอเรอทำลายจุดยุทธศาสตร์ตามที่ร่ำเรียนมาหวังแค่เอาตัวรอด และดูเหมือนจะใช้ได้ผลเพราะวงแขนคลายตัวออกจากกันแทบจะทันทีที่ได้รับแรงกระแทกจากเข่าเล็ก ทว่ามันกลับไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้นเพราะจินฉากหลบได้ชนิดเส้นยาแดง ปล่อยให้คนตัวเล็กยืนหอบหายใจในระยะห่างเท่าที่ผู้เสียหายต้องการไม่นานตัวร้ายก็ยิ้มชื่น

                “ถ้าผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับคุณได้อย่างที่ตั้งใจ...”


                “คุณจะยอมเป็นแฟนผมใช่ไหมครับเซนเซ”

 

 

 

                หลังจากเหตุการณ์รุนแรง(?)ที่เกิดขึ้นคาเมะก็บอกตัวเองให้กลับไปสวมหน้ากากของติวเตอร์ผู้เข้มงวดอีกครั้ง จินมีโอกาสกวนใจเขาได้น้อยลงเมื่อมีโคตะเป็นบุคคลที่สาม คาเมะค่อยเบาใจที่อย่างน้อยๆ นักร้องบ้านั่นก็ยังไม่หน้าด้านจนเกินไป ถึงตอนนี้เขารู้แล้วว่าการอยู่ตามลำพังกับจินย่อมไม่เป็นผลดีกับตัวเอง หมดชั่วโมงสอนของวันนั้นร่างเล็กก็เร้นกายหายวับออกจากห้องได้อย่างรวดเร็วทุบทุกสถิติโลก

                มันคือความโชคดีสำหรับคาซึยะเมื่อปรากฏว่าความกังวลตลอดค่ำคืนได้ผลลัพธ์เป็นใบหน้ายิ้มแย้มของโคตะแค่คนเดียวตลอดสามชั่วโมงของการเรียนในวันถัดมา เขาได้รับการแจ้งข่าวจากโคตะว่าผู้ชายคนนั้นมีงานที่ต้องทำและอาจจะไม่ได้เข้ารับการติวอีกอย่างน้อยก็วันนี้และวันรุ่งขึ้น...แน่ละว่าคนเดือดร้อนย่อมไม่ใช่คาเมะ และทั้งที่ไม่เป็นการสมควรที่จะรู้สึกสะใจแต่เมื่อนึกถึงประโยคเอาแต่ใจอย่างหน้าด้านๆ ที่จินทิ้งท้ายไว้คาเมะก็ยิ่งสาแก่ใจ ประเมินจากระดับสติปัญญาที่ใช้ในการทำข้อสอบวัดผลคะแนนแต่ละครั้งถ้านักร้องคนดังจะสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐานของมหาวิทยาลัยชื่อดังได้ก็คงต้องพึ่งสิ่งมหัศจรรย์เท่านั้นเอง

                “คาเมะจังมีอะไรจะฝากให้พี่จินหรือเปล่าครับ” คาเมะจังของโคตะชะงักมือที่กำลังยกกระเป๋าขึ้นคล้องไหล่ คิ้วเรียวยกขึ้นน้อยๆ แสดงอาการสนใจแค่ผิวเผิน

                “ข้อสอบนั่นไง”

                “อย่างอื่นล่ะครับ ไม่มีแล้วเหรอ” เพราะคนถามตีหน้าซื่อได้สนิทและโคตะคงจะคิดอย่างที่พูดออกมาจริงๆ ไม่ได้มีความนัยแอบแฝงคาเมะจึงตอบกลับด้วยระดับอารมณ์ที่ยังราบเรียบ

                “ไม่มีนี่ ทำไมถึงคิดว่าจะมีอะไรอย่างอื่นละ”

                “ว่าแล้วเชียว...ก็พี่จินน่ะบอกว่าให้ผมถามคาเมะจังแบบนี้แล้วคาเมะจังจะรู้เอง” คาซึยะพรูลมหายใจด้วยความอัดอั้นไม่มาเองก็ยังฝากคำคนเป็นน้องมาคอยกวนใจให้ได้หงุดหงิด ดูเอาเถอะแล้วแบบนี้จะให้เขามั่นใจได้อย่างไรว่าอาคานิชิไม่ได้แค่อยากล้อเล่น

                “พี่กลับก่อนนะ พรุ่งนี้เจอกัน...อ้อ รู้แล้วใช่ไหมว่าเหลือเวลาอีกแค่หกวันสำหรับการติว”

                “ทราบครับ แต่ช่วงก่อนสอบผมคงแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อนเลย” สีหน้าและแววตาของโคตะสดใสไม่ได้ทุกข์ใจกับงานหนักที่กำลังรออยู่...ถ้ารักที่จะทำอะไรสักอย่างต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็คงกลายเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย คาเมะอ่านรอยยิ้มของเด็กหนุ่มตรงหน้าได้เช่นนั้น

                “เอ่อ...พี่ฝากเตือนอาคานิชิเรื่องเวลาเรียนด้วยนะ คนนั้นคงเหลือเวลาน้อยกว่านายเยอะเลย” สุดท้ายเขาก็หนีไม่พ้นต้องฝากอะไรถึงคนที่ไม่ได้โผล่หน้ามาอีกเลยตลอดอาทิตย์นั้น

 

 

                เวลาสองสัปดาห์หรือหกวันที่คาเมะพูดไว้กับลูกศิษย์ถูกเบียดเบียนด้วยตารางงานแน่นเอี๊ยด อาคานิชิกลายเป็นศิลปินที่น่าจับตามองที่สุดของปีนี้หลังการปล่อยซิงเกิ้ลล่าสุด จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเกาะติดกระแสข่าวแต่ดูเหมือนไม่ว่าเปิดไปที่ช่องทีวีใดภาพของนักร้องดังก็มักจะปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา คาเมะกดปุ่มดับหน้าจอโทรทัศน์เครื่องใหญ่หลังจากที่ช่องเคเบิ้ลช่องหนึ่งเพิ่งรีรันรายการเพลงจบไป ร่างเล็กทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะเข้านอน โต๊ะไม้ตัวเตี้ยยังเต็มไปด้วยเอกสารและตำราวิชาการเล่มหนาที่ต้องอ่านเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่ที่กำลังรออยู่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คาเมะเลื่อนตัวจากโซฟาลงมานั่งแหมะบนเบาะรองนั่ง อาศัยโซฟาตัวใหญ่เป็นพนักพิง ดวงตาเรียวพริ้มหลับอยากจะดับความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่พลุ่งพล่านอยู่ในอก ภาพกระดาษแผ่นบางที่ถูกตำราวิชาการซ้อนทับกลับปรากฏชัดในห้วงความคิด ลายมือคุ้นตาไม่ใช่เรื่องยากที่จะเดาถึงที่มาแต่สิ่งที่รบกวนจิตใจเขามากที่สุดในเวลานี้คือ...ความหมายของเนื้อหาด้านหลังกระดาษแผ่นนั้นต่างหาก

                ช่วงเวลาแห่งการคิดคำนึงถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ที่วางอยู่สุดมุมของโซฟา เจ้าของบ้านทำหน้าเหนื่อยหน่ายแต่ก็ยอมเอื้อมมือไปหยิบมาถือไว้ หน้าจอปรากฏแค่เบอร์โทรที่ทำให้ต้องเสียเวลาคิดลังเลว่าควรจะตัดสายทิ้งหรือกดรับ...เป็นอีกครั้งที่เลือกปฏิบัติอย่างหลัง

                “โมชิ โมชิ...”

                (ผมอาคานิชิ จิน ขอพูดสายกับคาเมนาชิเซนเซครับผม) คาเมนาชิเซนเซถอนใจเฮือกใหญ่ จงใจให้เสียงดังผ่านเครื่องส่งสัญญาณไปถึงปลายสาย แต่สิ่งที่ได้ยินคือเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของคนหน้าด้านแทน

                “ฉันยังไม่ได้เริ่มทำงานเพราะฉะนั้นเลิกเรียนฉันว่าเซนเซเสียที”

                (ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้คุณจะเป็นเซนเซของผมคนเดียว)

                “งั้น...ช่วยให้เกียรติฉันในฐานะอาจารย์ของนายด้วยอาคานิชิ” ปลายสายคงกำลังยิ้มอยู่แน่ๆ คาเมะรู้สึกอย่างนั้น

                (ผมให้เกียรติคาเมะในฐานะอื่นแทนได้ไหม)

                “โทรมามีธุระอะไร ถ้าไม่มีฉันจะวางนะ” อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา สุภาษิตข้อนี้ผุดขึ้นในใจทำให้คาเมะฝืนถามคำถามสั้นห้วนได้ด้วยน้ำเสียงระดับเดิม

                (มีครับ แต่ธุระสำคัญผมจะบอกคุณทีหลัง...คุณได้ของฝากจากกองถ่ายหรือยัง?) คำว่า-ของฝาก- ทำให้หวนคิดถึงกระดาษแผ่นบางเล็กเท่าขนาดโปสการ์ดธรรมดาๆ ใบหนึ่ง...ก่อนหน้าที่อาคานิชิจะโทรมาเขาก็กำลังคิดถึงเจ้ากระดาษแผ่นนี้อยู่ไม่ใช่หรือ

                “ไม่” ตอบให้สั้นเข้าไว้เป็นการป้องกันตัวเองในระดับพื้นฐาน

                (อ้าว ผมส่งให้คาเมะตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ที่โน่นกะว่ากลับมาถึงคุณคงได้รับแล้ว ยังไม่ได้อีกหรือครับ...ไปรษณีย์ประเทศนี้ทำงานกันยังไง) ประโยคท้ายทำให้คนที่คิดจะแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้เริ่มกระวนกระวายเล็กน้อย

                “ไม่รู้ จะพูดแค่นี้ใช่ไหม ฉันจะได้วาง”

                (ง่วงแล้วหรือครับ)

                “ฉันมีงานต้องทำ”

                (คุณยังไม่ได้รับโปสการ์ดที่ผมส่งไปให้จริงๆ หรือครับ...มันเป็นภาพในโรงแรมที่ผมไปถ่ายเอ็มวีมา ว้า เสียดายจังอยากให้คุณได้เห็น) คาเมะเริ่มขยับตัวยุกยิกมือน้อยเอื้อมไปขยับหนังสือเล่มหนาให้ซ้อนทับภาพเดียวกันกับที่เจ้าตัวกำลังบรรยายราวกับกลัวว่าจินจะมองเห็นว่าเขากำลังโกหกคำโต

                “..............”

                (ด้านหลังมีข้อความที่ผมอยากให้คุณอ่านด้วยสิ ไม่เป็นไรผมบอกคุณเลยดีกว่าว่าผมเขียนอะไรไว้ ผมเขียนไปว่า.....”

                “เดี๋ยวก่อน! ฉันได้รับแล้ว...โปสการ์ดที่นายว่าน่ะ พอดีหนังสือมันตั้งทับอยู่เลยมองไม่เห็น...แต่เจอแล้ว ได้รับแล้ว” เสียงหัวเราะทุ้มต่ำที่ดังผ่านโทรศัพท์มาทำให้คาเมะรู้ตัวว่าได้ถูกหลอกล่อจากคนเจ้าเล่ห์จนต้องเผลอยอมรับความจริงในที่สุด

                (เพื่อความชัวร์ผมจะลองทวนข้อความในการ์ดให้เอาไหม เผื่อว่าจะมีอะไรผิดพลาด)

                “ไม่ต้อง! แค่นี้นะ”

                (ผมยังไม่ได้บอกธุระสำคัญเลย)

                “หนึ่งนาที มีอะไรก็รีบพูดมา”

 

                (คิดถึง)

 

                “..............”

 

                กึก…

 

                คาเมะโยนโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเล็กราวกับมันคือของร้อนที่ส่งผลให้แก้มเนียนแดงเรื่ออยู่ในขณะนี้ เสียงทุ้มต่ำหนักแน่นมั่นคงเสียจนพาลทำให้หัวใจหวิววับ มือขาวสั่นอย่างเกินควบคุม ริมฝีปากบางเม้มแน่นปราศจากถ้อยคำใดนอกจากเสียงครางผะแผ่วจากลำคอ ใบหน้าซุกซบอยู่กับโซฟาตัวเดิมอยากจะจมหายไปในความนุ่มของมันเสียเลยถ้าทำได้...นี่อาคานิชิทำอะไรกับเขา ความมุ่งมั่นของคนๆ นั้นเริ่มก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่คาเมะไม่อยากยอมรับ ทว่ามันกลับค่อยๆ แทรกซึมแผ่ซ่านขยายวงกว้างเข้าสู่ตัวตนที่ถูกเก็บงำซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด

                 อาคานิชิ จิน กลายเป็นสิ่งเร้าที่หลายครั้งกระตุ้นอารมณ์ลึกลับให้พลุ่งพล่านจนเด็กดีนึกอยากลองดี รสสัมผัสที่ฝากไว้เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนยังไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ ยิ่งพยายามชำระล้างมันกลับยิ่งฝังแน่นคอยแต่จะวนเวียนกลับมาตอกย้ำถึงความมีตัวตนของผู้ชายคนนั้น คาเมะโทษว่าเพราะเขายังต้องเจอะเจอกับนักร้องดังในทุกสัปดาห์ และก็ได้แต่หวังว่าเมื่อทุกอย่างสิ้นสุด ความรู้สึกเหล่านี้จะเจือจางจนเลือนหายไปในที่สุด

 

 

TBC...

 

 

 

 

 

 

 

 

                  สวัสดีทุกคนค่ะ แวะเอาตอนแรกมาแปะให้อ่าน ตอนนี้ยังใช้เน็ตภูธรอยู่ที่บ้านนอกซึ่งกว่าจะเข้ามาถึงบล็อคนี้ได้ก็เรียกว่าสาหัสสุดๆ เลยค่ะ สำหรับใครที่จองหนังสือมาและรอการคอนเฟิร์มเมล์หรือว่ารอรายละเอียดขออนุญาตติดไว้ก่อนนะคะ  ตอนนี้นอกจากอยู่บ้านนอกแล้วยังไม่ได้อยู่ใกล้เขตเมืองพอจะเช็คความเคลื่อนไหวของบัญชีธนาคารได้เลยค่ะ ไม่เกินพรุ่งนี้จะจัดการให้เสร็จสรรพค่ะ! 

                  ตอนแรกยังไม่มีอะไรให้ลุ้นมากนัก(หรอ) อย่างที่เคยบอกไว้ว่าเรื่องนี้เป็นฟิกตามอารมณ์ที่แต่งเป็นตอนๆ บางช่วงก็ต่อเนื่องกันเป็นสามสี่ตอน บางตอนก็มาโดดๆ เดี่ยวๆ ตอนเดียวจบ เป็นฟิกที่ต่างไปจากที่เคยได้อ่านกันแน่นอนค่ะ(ยกเว้นฉากรัก หึง หวงที่ยังมีให้อ่านแบบไม่ต้องสงสัย)เพราะเื่รื่องนี้พี่จินจะน่ารัก น่าตบ น่าฟัดอย่างไม่น่าเชื่อ(หัวเราะ) พูดไปจะหาว่าคุย เอาไว้รอพิสูจน์เองดีกว่าค่ะ ถ้าตอนไหนผ่านการพิจารณาพอจะเอามาลงให้อ่านได้ขวัญจะแปะในบล็อคนะคะ บางตอนอาจจะต้องตัดส่วนสำคัญ(?) ออกไปบ้างเพื่อความเหมาะสม ยกยอดไว้ในเล่มเลยทีเดียว ^^

 

ปล. เล่มนี้เปิดจองแล้วนะคะ ใครสนใจคลิกที่ลิงค์ได้เลยค่ะ 

 http://popsical-kwan.exteen.com/20110110/kiss-x-no  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

edit @ 14 Jan 2011 13:14:41 by Popsical_Kwan

เปิดจองหนังสือ Kiss X No.

posted on 10 Jan 2011 16:30 by popsical-kwan
 
 

 

 

Title : Kiss x No. 

Writer : Popsical_Kwan

Paring : Jin x Kame  (นักร้องดัง x เซนเซคนเก่ง)

Paper : กระดาษถนอมสายตา ความยาวเล่มละประมาณ 350 หน้า

Cover by Colorlab : กระดาษอาร์ตเคลือบด้าน ปกปีก

Price : 660 บาท ( 1 เซ็ตมี 2 เล่ม)

 

 

ระยะเวลาการเปิดจอง  

 

11 มกราคม – 11 กุมภาพันธ์ 2554

 

 

[ORDER] ผู้ใดสนใจ ส่งอีเมล์มาที่ popsicalkwan@hotmail.com 

ระบุหัวข้ออีเมล์ว่า  “[Order] สั่งจองหนังสือ Kiss X No.” รายละเอียดดังนี้

ชื่อผู้จอง
จำนวน(เซ็ต)
อีเมล์
เบอร์โทรศัพท์ 
วิธีการรับหนังสือ (รับด้วยตัวเองที่สยาม / รับทางไปรษณีย์)

 

 

แนะนำตัวละคร 

 

            อาคานิชิ จิน พระเอกเพียงหนึ่งเดียว หล่อเลิศ เสียงดี โด่งดังมีชื่อในวงการบันเทิง รูปลักษณ์ภายนอกหล่อบาดตากระแทกใจไม่แพ้พระเอกคนไหน แต่ไม่มีใครรู้(นอกจากพี่ชายคนสนิท)ว่าเวลาอยู่กับเซนเซตัวเล็กแล้วจะแปลงร่างเป็นมนุษย์เอาแต่ใจได้อย่างเหลือเชื่อ รักเมีย หลงเมีย เสพติดเมียอย่างโงหัวไม่ขึ้น ความสามารถพิเศษคือโกรธแล้วแปลงร่างเป็นหมาบ้า ฟัดไม่เลือกหน้า ประเด็นคือ ร้อยละเก้าสิบของสาเหตุความโกรธ มาจาก ’หึง’ เซนเซคนเก่ง เยส!

 

            คาเมนาชิ คาซึยะ นักศึกษาปริญญาโท อัจฉริยะไอคิวสูงแต่ด้านจิตใจกลับอ่อนใสไร้เดียงสาเหมือนเด็ก เคยรับงานพิเศษเป็นติวเตอร์ให้เด็กโข่งอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็ถูกลูกศิษย์ตีขลุมเอาแต่ใจรวบรัดเป็นแฟนแบบปฏิเสธไม่ได้ จากนั้นชีวิตก็มีแต่นักร้องดังคอยตามตอแย หาเรื่องให้ใจไม่สงบ และหลุดมาดว่าที่อาจารย์คนเก่งอยู่เนืองๆ จากที่เคยเป็นคนใจเย็นได้กับทุกเรื่องก็เริ่มรู้จักคำว่าหึง หวง เหวี่ยง โวย สุดท้ายรู้จักง้อด้วยภาษากาย ทั้งหมดเป็นเพราะจินนั่นแหละ!

 

             อุจิ ฮิโรกิ คอลัมนิสต์ข่าวสายบันเทิง ประจำสังกัดเดียวกับจิน ควบตำแหน่งพี่ชายร่วมโลกของนักร้องดังไปด้วยในทีเดียว หนุ่มหน้าหวานเพื่อนสนิทของคาซึยะเซนเซ ที่จับพลัดจับพลูกลายมาเป็นคนกลางระหว่างอดีตลูกศิษย์กับอาจารย์ คอยไกล่เกลี่ย เก็บความลับ ขับรถรับส่ง ด่ากระทบ ตบหัวรวมถึงปลอบใจเวลาหมาบ้าโดนพิษรักแรงหึง(โหด)เล่นงาน จะไม่ทำก็ไม่ได้เพราะไอ้จินมันกุมความลับสำคัญยิ่งชีพของฮิโรกิไว้ ความลับที่ให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาด...โดยเฉพาะนักร้องต่างค่ายคนนั้น!  

 

 

 

หมายเหตุ  (สำคัญมาก)

 

-          ฟิกชั่นเรื่องนี้เป็นรวมเรื่องสั้นขนาดยาวเรท NC18+ ค่ะ เนื่องจากอาจจะมีเพื่อนบางคนไม่นิยมเนื้อหาด้านนี้เลยจะขออนุญาตแจ้งให้ทราบไว้ก่อน ธีมหลักของเรื่องคือ “....ก็คนมันขี้หึง” และ “รักต้องปล้ำ” เพราะฉะนั้นทุกตอนจะมีฉากรักเป็นหลัก ขอเน้นว่าทุกตอนค่ะ เนื้อหาหลักก็จะเป็นชีวิตรักของนักร้องสุดหล่อ พ่อรวยหรือเปล่าไม่แน่ใจรู้แต่ขับรถสปอร์ตกับเซนเซตัวขาวปากงอน เจ้าของบ้านที่พระเอกของเราชอบเนียนไปอยู่เหมือนบ้านตัวเอง ใครชอบแนวรักกัน โกรธกัน ง้อกัน รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

 

-          เนื้อเรื่องจะโพสต์ในบล็อคแค่บางตอนนะคะ เรื่องนี้ฉากเลิฟซีนค่อนข้างเยอะ(และเพ้อตามแบบ Popsical_Kwan) ลงมากไม่ได้ค่ะ เกรงใจเจ้าที่เจ้าทาง >______<

 

-          หนังสือจัดพิมพ์เท่าจำนวนจอง ไม่ทำเผื่อค่ะ 

-          150 คนแรกจะได้รับของขวัญพิเศษจากใจผู้จัดทำ (มุขเดียวกันเชี้ยะ!) รับรองว่าถูกใจแน่นอน

-          รับหนังสือพร้อม WISH II by Fanismz ค่ะ คาดว่าคงราวๆ ต้นเดือนมีนาคม...ปีนี้

 

 

 

 

 

ขอได้รับคำขอบคุณจาก

Popsical_Kwan

 10 Jan 2011

 

 

 

 

 

 


Note :: 

ตอบคำถามคุณ atom ด้านล่างนะคะ ฟิกเรื่องนี้เป็นฟิกที่แต่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมดค่ะ จริงๆ คือแต่งมาได้สักระยะแล้วแต่ไม่ได้ลงบล็อคเพราะยังไม่มีโอกาสและติดเรื่องเอ็นซีนิดหน่อยเลยส่งอ่านกันเองเฉพาะเพื่อนฝูงก่อน เป็นฟิกที่แต่งพร้อมๆ กับตอนที่ลง But I Love You ช่วงแรก(ตอนต้นปี) แล้วก็แตงมาเรื่อยๆ ตามอารมณ์ค่ะ  เอิ๊กๆ เพราะเป็นฟิกตามอารมณ์จึงออกมาในลักษณะเป็นตอนๆ เนื้อหาบางตอนต่อเนื่องกัน บางตอนก็แยกออกมาเลย แต่เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมดค่ะ ใครไม่เคยอ่านพระเอกของป๊อบสิแควในแบบขี้อ้อน ง้องแง้ง งุ้งงิ้ง แต่ก็ขี้หึง(พอๆ กับนายเอก) เรืองนี้ได้เจอทุกแบบแน่ค่ะ ^^

 

 

 

ตอบคำถามคุณ jintokame  :: ฟิกทั้งสองเล่มเป็นเรื่องเดียวกันค่ะ


edit @ 11 Jan 2011 17:37:06 by Popsical_Kwan