Kiss x No. 05

posted on 26 Jan 2011 01:28 by popsical-kwan
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

Kiss x No. 05

So Hot

 

                แผ่นหลังเล็กถูกมือหนาสอดรับประคองให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนท่อนแขนแข็งแรงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อจะช้อนอุ้มร่างขาวจัดขึ้นแนบอก คาซึยะในสภาวะงัวเงียครึ่งหลับครึ่งตื่นขยับร่างแนบชิดกับอกกว้าง กลิ่นกายชื้นเหงื่อของคาเมะและเจ้าของร่างสูงผสมปนเปจนแยกไม่ออก แต่ก็ให้ความรู้สึกดีจนต้องเผลอกดจมูกลงกับต้นคอหนาสูดเอากลิ่นของเสน่หาไว้จนเต็มปอด จินหยุดก้าวเท้าไปราวหนึ่งจังหวะเพื่อก้มลงมองคนในอ้อมแขนที่กำลังทำท่าคล้ายลูกแมวตัวเล็กจอมอ้อน อารมณ์ปรารถนาที่มอดดับไปเมื่อเกือบชั่วโมงที่แล้วเริ่มก่อตัวคล้ายพายุทะเลทราย รุนแรง เร้าร้อน เตรียมพร้อมจะกวาดต้อนทุกอย่างให้จมหายไปในพายุแห่งอารมณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า

                “คาเมะทำให้จินคลั่งอีกแล้ว…” จากพื้นพรมสู่เตียงกว้าง เพียงแค่แผ่นหลังสัมผัสกับความนุ่มสบายเซนเซก็กลับตื่นเต็มตา สีน้ำตาลเข้มจัดในหน่วยตาคมเผยความต้องการที่ถูกจุดขึ้นใหม่ราวกับไม่เคยพอ แต่จินก็ยังรอ รอคอยให้คาเมะอนุญาตด้วยรู้ดีว่าพิศวาสก่อนหน้ามันร้อนแรงจนคนรักอ่อนปวกเปียกไม่เหลือแรงแม้แต่จะขยับร่างกาย

                “ได้ไหม...” คนเก่งทำปากยื่นอย่างขัดใจ คาเมะอยากปฏิเสธเพราะรู้ดีว่ายังมีสัมมนาเชิงวิชาการรออยู่ และคาเมะก็ควรรีบพักผ่อนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้ แต่จินก็ร้ายกาจนัก ชายหนุ่มคร่อมสองแขนไว้ระหว่างร่างเล็ก ช่วงขายาวทาบทับเรียวขาขาวพร้อมกับขยับเสียดสีน้อยๆ มุมปากได้รูปยกยิ้มอย่างรอคอยคำตอบ

                “พรุ่งนี้เรามีสัมมนา”

                “แต่มันเพิ่งตีสองเท่านั้นเอง ขออีกนะ รับรองว่าไม่เกินตีสี่” แก้มเนียนเป็นสีจัด ร้อนจนแทบลุกเป็นไฟเมื่อได้ยินประโยคขอร้องอย่างตรงไปตรงมา สาบานว่าคาเมะอยากปฏิเสธแต่มือไม้ที่เริ่มจับต้อง ลูบไล้ไปทั่วสีข้างจากด้านบนต่ำลงจนพบสะโพก ต้นขาเนียนก่อนจะวกกลับมากลางลำตัวเรียกเสียงครางครวญและอาการหอบหายใจรุนแรงส่งให้อกบางสะท้อนขึ้นลง ยั่วสายตาจนไม่อาจปล่อยทิ้งให้มันเดียวดาย ริมฝีปากและลิ้นร้อนดูดกลืนด้วยจังหวะเดียวกับปลายนิ้วแกร่งที่ขยับประคองส่วนออกไหว ร่างเล็กรู้สึกได้ถึงความคับแน่น จุกเสียดในช่องท้องไร้ซึ่งหนทางระบายออกนอกจากเสียงครางร่ำไห้ด้วยความสุขยาวลึกในคออย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ไม่ว่าจะเสนอตัวให้เท่าไหร่ก็ดูเหมือนไม่ชิดใกล้ ไม่สาสม ยังไม่มากพอ สำหรับการระเบิดอย่างต่อเนื่องที่จินกำลังก่อให้เกิด แขนเล็กรัดรอบลำคอหนากดใบหน้าจินให้จมอยู่กับผิวเนื้อหอมหวาน บดเบียด คลึงเคล้าจนแทบกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน

                อาจารย์คนเก่งขยับนั่งหลังตรงพลอยทำให้จินต้องปล่อยมือเพื่อใช้ตรึงแผ่นหลังเล็กให้กระชับชิด ได้ยินเสียงร้องครางอย่างน่าสงสารเพราะอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้า จินก็ยิ่งรวดร้าว ชายหนุ่มหยุดสัมผัสที่ซอกคอขาวเปลี่ยนเป็นมอบจุมพิตหวามไหว เร้าอารมณ์ให้ยิ่งกระเจิดกระเจิงด้วยปลายลิ้นที่ฉกเข้าซอกซอนแตะลิ้นคาเมะจนมันตื่นตัวต่อสู้กับการรุกราน แม้จะอ่อนด้อยในประสบการณ์แต่ก็มุ่งมั่นจนชายหนุ่มร้อนในอก

                “ตอนนี้เลยนะ...” เสียงนั้นแหบพร่าจนคาเมะจับใจความไม่ได้ รู้เพียงสะโพกถูกจับยกแค่น้อยนิดก่อนร่างทั้งร่างจะถูกปล่อยลงโดยมีจินแทรกเข้าสู่ความอ่อนนุ่มด้านใน เป็นการหลอมรวมที่รวดเร็ว รุนแรง กระแทกกระทั้นแต่ก็แสนจะหฤหรรษ์จนไม่สามารถปฏิเสธได้

                “อึ่ก...จิน...เรา...”

                “ดีพอไหมคนเก่ง” จินขยับปากถามอยู่บนกลีบเนื้อชุ่มฉ่ำของคาเมะ ทรมานด้วยการโยกคลึงพร้อมกับจับสะโพกอ่อนไหวให้หมุนตาม คาเมะครางต่ำอย่างไร้การต้านทานตรึงต้นคอจินไว้ด้วยสองมือ พร้อมกับบดปากเข้าหาด้วยความรุนแรงไม่ต่างกัน

                “พอ...เรา...พอแล้ว...”

 

 

                “ไม่ไปสัมมนาไม่ได้หรือ...”

                “ไม่ได้ นายเองก็ต้องไปถ่ายรายการต่อไม่ใช่หรือไง นี่มันจะสว่างแล้วนะ รีบกลับไปเลย” คาซึยะเหลือบมองนาฬิกาแล้วก็พบว่าเป็นเวลาเกือบ 6 โมงเช้า เขาเพิ่งได้หลับไปไม่ถึงสองชั่วโมงก็จำต้องตื่นขึ้นเพื่อปลุกคนรักตัวโตที่ทำท่าว่าจะเกงานเอาดื้อๆ

                “ไม่อยากไปเลย”

                “ไม่ได้นะ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลย อย่าทำให้คนอื่นต้องรอสิ!” นักร้องคนดังกดใบหน้าลงกับฟูกนอน คิ้วขมวดด้วยความไม่พอใจ แต่มือหนายังเกาะแกะอยู่แถวเอวบาง

                “จินเหนื่อย ไม่มีแรงเลย เมื่อคืน...โอ๊ย เจ็บนะ!”

                “เจ็บก็รีบลุกขึ้น ไปได้แล้ว” มือเล็กแต่เรี่ยวแรงไม่เบาเลยคาเมะใช้หมัดชกหัวไหล่หนาเพื่อกระตุ้นเตือน จินทำหน้ามุ่ยแต่ก็ยอมลุกขึ้นนั่งมองร่างคนรักที่อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวเนื้อนุ่ม คาซึยะตวัดหางตามองอดีตนักเรียนตัวโตของตัวเองด้วยสีหน้าที่พยามยามให้จริงจังอย่างที่สุด แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับจินอย่างสิ้นเชิง

                “แล้วจินจะรีบกลับ”

                “ไม่ต้องหรอก นายทำงานไปเถอะ ไว้ค่อยเจอกันวันหยุดหน้าดีกว่า”

                “ทำไมล่ะ!” ร่างสูงรุกคืบ พรวดเดียวก็ดึงตัวคาเมะมากอดไว้ได้อย่างรวดเร็ว คนตัวเล็กคร้านจะต่อต้านเพราะรู้ดีว่าคำขาดของตนคงทำให้จินหงุดหงิดไปทั้งวัน หรืออาจจะมากกว่านั้น

                “เพราะเรามีสัมมนานะสิ ไม่มีเวลาว่าง...จะได้มา...นั่นละ แล้วนายก็ต้องกลับไปทำงาน อีกอย่างเจอกันบ่อยๆ มันเสี่ยงกับการที่คนอื่นจะเห็นนะ ทีนี้เข้าใจหรือยังคุณนักร้องดัง” ดูก็รู้ว่าจินไม่อยากเข้าใจ แต่สายตากับคำพูดเฉียบขาดของเซนเซหน้าใสยังมีอิทธิพลกับจินเสมอ ยิ่งเพิ่งกลับมาคืนดีกันเพียงแค่ชั่วข้ามคืนจินจะมีปัญญาที่ไหนไปต่อต้านคาเมะได้ละ

                “แต่จินคิดถึงคาเมะนิ ไม่อยากห่างกันเลย เราไม่ได้เจอกันตั้งนานแล้วยังมาทะเลาะกันเพราะความเข้าใจผิดอีก จินทรมานมากคาเมะรู้ไหม” เจ้าตัวกดหน้าคาเมะให้ซุกอยู่กับอกแล้วก็พร่ำถ้อยคำตัดพ้อจนคนฟังเริ่มอ่อนใจ

                “เราขอโทษ...เราเองก็ทรมานเหมือนกัน” ได้ยินเสียงกระซิบอู้อี้อยู่กับอกจินก็ใจคอไม่ดี เขาแค่อยากแกล้งคนรักเล่น ไม่ได้คิดจริงจังจนทำให้เซนเซต้องสะเทือนใจถึงเพียงนี้

                “โถ่ คาเมะ จินไม่ได้ตั้งใจ แค่ล้อเล่น คาเมะอย่าคิดมากสิ” ใบหน้าเล็กยังคงซุกอยู่กับอกพอได้ยินเสียงจินชัดเจนคาเมะก็ทุบกำปั้นลงกับหลังชายหนุ่มเต็มแรงเหมือนกัน

                “ระหว่างเรามันยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ใช่ไหม...ที่รัก...” เมื่อคาเมะไม่ตอบจินก็ถือเอาว่าเซนเซเห็นดีด้วย นักร้องดังงัดปลายคางให้ใบหน้าเรียวเงยขึ้นก่อนจะปิดผนึกคำพูดของตัวเองด้วยการวาดจุมพิตลงบนกลีบปากแดงจัดที่เผยอรับอย่างเต็มใจ คาเมะเบียดร่างเข้าหาเรือนกายสูงใหญ่ พยายามใช้สัมผัสทดแทนคำพูดที่ไม่สามารถเปล่งออกมาได้ และดูเหมือนเด็กหนุ่มจะประสบความสำเร็จกับมันอย่างยิ่งยวด เมื่อจินส่งเสียงครางแหบพร่าด้วยอารมณ์เต็มตื้น

                “จินรักคาเมะ...รักจริงๆ”

 

 

                เป็นเวลานานกว่าสัปดาห์แล้วที่จินไม่ได้เจอหน้าคาซึยะ

                ครั้งสุดท้ายที่พบกันก็คือเช้าวันเดียวกับที่จินถูกเซนเซไล่ให้ไปทำงาน จากนั้นเขาก็ถูกตารางงานอันแน่นเอียด ทั้งเดินสายโปรโมทซิงเกิ้ล ถ่ายแบบนิตยสาร อัดรายการโทรทัศน์ของแต่ละสถานี รับรางวัลจากสำนักต่างๆ ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะจบสิ้น แล้วไหนจะงานการกุศลเพื่อสังคมอีก ถ้าแยกเป็นสองร่างได้จินจะไม่รอช้า จะพาตัวเองบินตามคนรักไปยังบ้านเกิดเสียเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องมานั่งรอเวลาเคลียร์งานรวมไปถึงรอให้ฮิโรกิว่างอีกคน

                “พี่จัดการทุกอย่างเสร็จแล้วหรือยังฮิโระ ผมให้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมง ถ้ายังไม่เรียบร้อยผมจะไปเอง!”

                “เฮ้ย ไอ้น้องบ้า จะมาทิ้งกันกลางทางได้ยังไง เหลือแค่เขียนคอลัมน์อีกนิดหน่อยก็เสร็จแล้ว ไม่เกินครึ่งชั่วโมง” คอลัมนิสต์ประจำค่ายว่าพร้อมกับก้มหน้าลงสนใจกับแป้นพิมพ์ พยายามรวบรวมสมาธิให้อยู่กับงานได้อย่างยากลำบาก เพราะในใจมันเอาแต่ท่องว่าจะพลาดไฟลท์บินนี้ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้เด็ดขาด!

                “ผมไม่เข้าใจจริงๆ ถ้างานพี่ยังไม่เสร็จแล้วจองไฟลท์นี้ทำไม เอางี้ดีไหม ผมจะบินไปก่อนแล้วพี่ค่อยเลื่อนไปไฟลท์ถัดไปแทน...โอเค?”

                “ไม่ได้! ยังไงก็ไม่ได้ ฉันจะไปกับนาย อย่าลืมนะไอ้จินถ้าไม่ใช่เพราะฉันนายก็ไม่มีทางได้บินหรอกนะ จำได้ไหม” มันคือความจริงที่จินไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะฮิโรกิทั้งขอร้อง(แกมบังคับ) อ้อนวอน รวมถึงให้คำรับรองเป็นมั่นเหมาะว่าจะดูแลให้นักร้องดังอยู่ในกรอบและไม่ให้ใครรู้เด็ดขาดว่าจินไปทำอะไรที่โอกินาว่า ทำให้ผู้ใหญ่ทางค่ายยอมอนุญาตให้จินบินตามคนรักไปยังบ้านเกิด ฮิโรกิยังต้องเจียดเวลาอันน้อยนิดเพื่อเขียนข่าวให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า นักร้องดังเดินทางไปประเทศอเมริกา

                “รู้แล้วน่า เร่งมือเข้าเถอะ เดี๋ยวก็ตกเครื่องจริงๆ หรอก” ฮิโรกิหรี่ตามองใบหน้าหล่อเหลาที่คิ้วแทบจะพันกัน ความหงุดหงิดที่เพิ่มขึ้นในทุกๆ ครั้งที่เข็มนาฬิกากระดิก ความหงุดหงิดที่ไม่ได้มาจากความล่าช้าของฮิโระ เพราะถึงยังไงเวลาเครื่องออกมันก็ยังเหลืออีกร่วมสามชั่วโมง...ความหงุดหงิดที่น่าจะเป็นผลมาจากภาพข่าวกอซซิปจากแฟนคลับมากกว่า!

                “คิดมากน่า คาเมะเค้าสนิทกับครอบครัวนั้น อาจจะแค่แวะไปเยี่ยมตามประสาคนรู้จัก” คอลัมนิสต์ประจำค่ายกล่าวลอยๆ ไม่ยอมหันไปมองหน้าคนอีกคนที่ยังนั่งนิ่งจมอยู่ในความคิดของตัวเองตามลำพัง

               

                โอกินาว่าในช่วงต้นเดือนแปดอากาศร้อนเสียจนฮิโรกิบ่นอุบ เพียงแค่ก้าวแรกที่ออกจากประตูเครื่องบิน คณะเดินทางเพื่อถ่ายทำโฆษณาตัวใหม่ที่มีนักร้องชื่อดังภายใต้สังกัดใหญ่เป็นพรีเซนเตอร์ก็ถูกกวาดต้อนออกจากห้องพักผู้โดยสารปกติเพื่อเดินทางไปยังห้องพักผู้โดยสารระดับวีไอพี ฮิโรกิมีเวลาได้มองเห็นเพียงแค่แผ่นหลังในชุดเสื้อยืดสีดำและแจ็กเก็ตหนังสีเดียวกันของพรีเซนเตอร์คนใหม่ก่อนที่ใครคนนั้นจะเดินหายไปในกลุ่มของสต๊าฟ แน่นอนว่ามันไม่ใช่ความบังเอิญที่ฮิโระเลือกไฟลท์บินนี้ เขาจงใจเสียยิ่งกว่าครั้งใดแต่ก็นั่นละ ความสามารถของฮิโรกิมีเพียงการจองไฟลท์บินเดียวกับใครคนนั้น ได้นั่งชั้นเดียวกันก็จริงแต่ก็ต้องคอยระวังตัวเองรวมถึงคนที่เดินทางมาด้วยไม่ให้กลายเป็นจุดสนใจ ได้นั่งมองแผ่นหลังเป้าหมายมาตลอดชั่วโมงก็ยังดีกว่าไม่ได้เห็นอะไรเลยละ

                “อย่างนี้นี่เอง มิน่าถึงต้องเป็นไฟลท์นี้ สืบมาแล้วอย่างดีละสิ” เพราะมัวแต่ชะเง้อคอมองคณะถ่ายโฆษณาเลยเผลอลืมไปว่ายังมีร่างสูงของใครอีกคนเดินตามมาข้างหลัง จินดันกระเป๋าเดินทางชนเข้ากับข้อพับจนร่างเพรียวทรุดฮวบ คนหล่อเหยียดยิ้มสะใจที่แกล้งจนอีกฝ่ายหน้าแดงก่ำ ทั้งโกรธทั้งอาย

                “ไอ้เด็กบ้านี่...มันเจ็บนะโว้ย เกิดฉันหกล้มหน้าเสียโฉมไปใครจะรับผิดชอบ!”

                “คนที่เค้าอยากรับผิดชอบน่ะมีแน่ แต่ทำไมพี่ถึงไม่ยอมให้เค้ารับผิดชอบนะฮิโระจัง...ทำไมถึงได้ไปชอบคนที่...อยู่ห่างไกลขนาดนั้น อย่างนี้ที่โบราณท่านว่า ใกล้เกลือกินด่างชัดๆ” คนเป็นพี่ตวัดตามองอย่างจริงจัง รู้ทั้งรู้ว่าน้องหมายถึงอะไร และใคร แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ได้ยิน เขาไม่ใช่พวกงมงายยึดคติรักคนที่เขารักเราดีกว่า แต่ฮิโระชอบคนที่พอใจจะชอบต่างหาก

                “ฉันรู้แล้วว่านายมีเมียเป็นว่าที่อาจารย์สอนภาษาและวรรณคดี ไม่ต้องย้ำหรอก แล้วก็นะ ช่วยทำหน้าตาให้เหมือนนักร้องดังน้อยหน่อย พยายามยิ้มเยอะๆ ตาน่ะไม่จำเป็นก็อย่าดุมากนัก หมวกก็ด้วย ช่วยใส่ให้เหมือนคนปกติทั่วไปหน่อยเถอะ ไม่รู้หรือไงว่าตัวเองนะเด่นจะแย่ เกิดมีคนจำได้ขึ้นมาจะซวย ไปกันได้แล้ว” คนหน้าหวานจบประโยคด้วยการกระแทกลมหายใจให้รู้ว่าเหนื่อยกับการบ่นยืดยาวที่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลอะไรสักเท่าไหร่เพราะจินก็ยังทำเฉย เดินนำไปด้วยสีหน้าแฝงรอยยิ้มของมนุษย์ผู้มั่นใจในตัวเองระดับสูงสุด

                “เถอะ! ถ้าคาเมะยังโกรธเรื่องที่ตามมา ฉันจะหัวเราะให้ฟ้าสะเทือนเลยคอยดู!”

 

                ความตั้งใจที่จะเข้าพักในโรงแรมเดิมกับที่เคยมาพักเมื่อปีก่อนเป็นอันต้องพับเก็บ ฮิโรกิยื่นคำขาดให้จินไปเปิดห้องพักที่โรงแรมในย่านเดียวกันแต่ไม่ใช่ที่เดิมเพราะโรงแรมนั้นถูกจับจองด้วยคณะศิลปินจากค่ายยักษ์ใหญ่ และมันเสี่ยงเกินไปที่จะเดินเข้าออกภายในโรงแรมที่มีแฟนคลับล้อมหน้าล้อมหลัง สิ่งที่เพิ่งได้รับรู้มาใหม่นี้ยิ่งเพิ่มกระแสหงุดหงิดให้กับจินมากกว่าเดิม การที่เขายังไม่มีโอกาสได้เจอกับคนรักทันทีมันก็หน่วงในอกมากพออยู่แล้ว นี่ยังต้องมารับรู้ว่าเซนเซพักอยู่ที่เดียวกันกับนักร้องต่างค่าย ชายหนุ่มก็ยิ่งเครียด

                “แค่คืนเดียวเองน่า อย่าคิดมากไปเลย”

                “แต่ผมอยากเจอเค้า” ฮิโรกิมองเด็กหนุ่มตัวสูง หน้าหล่อ ปากแดงกระแทกร่างลงบนโซฟาในห้องพักแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้งเหนื่อยหน่ายมากพอๆ กับอ่อนใจ

                “ทำไมผมต้องนอนที่นี่คนเดียวในขณะที่พี่ได้ไปนอนกับคาเมะที่โรงแรมนั้นละ แบบนี้มันเอาเปรียบกันนี่” ถูกกล่าวหาขั้นร้ายแรง ฮิโรกิเลยยกมือขึ้นเท้าสะเอวทอดสายตามองเด็กเอาแต่ใจพยายามเก็บกลั้นความหมั่นไส้ไว้ให้มากที่สุด

                “ฉันกับคาเมะไม่ใช่คนดังที่มีแฟนคลับเป็นร้อยเป็นพันนี่ ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ ก็พบกันได้ แล้วอีกอย่างเรานอนแค่คืนเดียว จะต้องเช็คอินห้องเพิ่มขึ้นอีกทำไม พรุ่งนี้ก็ได้เจอกันแล้ว คราวนี้นายจะนอนที่ไหนรับรองว่าฉันจะไม่ห้ามแกเลยไอ้จิน ทีนี้ก็ช่วยทำตัวเป็นคนดีที่เข้าใจอะไรง่ายๆ หน่อย เพิ่งคืนดีกันมาไม่ใช่หรือไง อยากหาเรื่องทะเลาะแล้วไม่ต้องเจอหน้ากันอีกสักสามเดือนไหมละ ไอ้เด็กบ้านี่” คนตัวสูงฝังใบหน้าลงกับโซฟาตัวใหญ่ในห้องยกหมอนใบเล็กขึ้นปิดกั้นเสียงบ่นของพี่ชายหน้าหวานด้วยท่วงท่าที่ฮิโระเห็นแล้วนึกอยากเหยียบมากกว่าเอ็นดู

                “ไปละนะ อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม แล้วก็อย่าก่อเรื่องละ” จินไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่ปล่อยให้ฮิโระเข้าใจเอาเอง คอลัมนิสต์ที่ต้องกลายร่างมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กโข่งทำหน้าเหนื่อยก่อนจะก้มลงหยิบสัมภาระของตัวเองมาถือไว้ หากก็ยังไม่ทันมือหนาที่เอื้อมมารั้งไปถือไว้เสียเอง

                “ผมจะลงไปส่ง”

                “ไม่ต้องหรอก นายอยู่บนห้องนี่แหละ ถ้ามีคนเห็นนายอยู่แถวนี้ก็ให้เค้าเข้าใจว่านายมาคนเดียว ดีกว่าเจอนายอยู่กับใครที่ไหนก็ไม่รู้ ฉันขี้เกียจตามแก้ข่าวตัวเอง” คราวนี้ร่างสูงกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม

                “โว้ย! อะไรก็ไม่ได้สักอย่าง” หมาตัวโตออกอาการฮึดฮัดขัดใจกับทุกอย่างแต่พี่เลี้ยงจำเป็นกลับยกไหล่บอกโดยง่าย

                “อยากเกิดมาเป็นนักร้องดังเอง ช่วยไม่ได้ ฉันไปละ!”

 

 

                (คาเมะ คาเมะอยู่ที่ไหน)

                “เราอยู่ที่โรงแรม กำลังจะออกไปงานเลี้ยง มีอะไรหรือเปล่า”

                (คิดถึง ฮิโระจังห้ามไม่ให้จินออกไปไหน ห้ามไม่ให้ไปหาคาเมะ ตอนนี้จินจะคลั่งตายอยู่แล้ว คาเมะมาหาจินหน่อยได้ไหม นะ!) คาซึยะเหลือบมองคนที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงกว้างพร้อมคอมพิวเตอร์โน้ตบุคที่สู้หอบหิ้วเอามาด้วย เพื่อนรักกำลังคร่ำเคร่งกับการตามเช็คข่าวทั้งที่เป็นหน้าที่และนอกเหนือจากงานในหน้าที่

                “ไม่ได้หรอก จะทิ้งฮิโระไว้คนเดียวได้ยังไง” ได้ยินชื่อตัวเองจากปากเพื่อนฮิโรกิก็ผงกศีรษะมองมาเสียครั้งหนึ่ง ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา คนโง่กว่าเขาหลายเท่าก็คงรู้ดีว่าคาเมะกำลังคุยกับใคร

                (แต่จินก็อยู่คนเดียวนะ ทำไมคาเมะไม่เห็นห่วงบ้าง)

                “ก็เพราะห่วงนี้ไงถึงต้องให้นายอยู่คนเดียว...อ๊ะ แค่นี้ก่อนนะดูเหมือนจะมีคนมาตามแล้ว พรุ่งนี้เจอกัน” มือขาวกดตัดสัญญาณเดินไปวางโทรศัพท์ไว้บนหัวเตียงพร้อมกับหันมาบอกเพื่อนง่ายๆ ว่า “เราไม่เอาโทรศัพท์ไปนะ ขี้เกียจถือ งานเลี้ยงในโรงแรมนี่เองรับรองว่ากลับไม่ดึก”

                “แล้วถ้าจินโทรมาล่ะ”

                “ฮิโระรับแทนเราได้เลย” ฮิโรกิทำหน้าเบ้ ส่ายหัวด๊อกแด๊กให้รู้ว่าจะไม่ให้ความสนใจกับการก่อกวนจากน้องชายเด็ดขาด

                “เราจะรีบกลับ”

                “ระวังตัวนะ อย่าให้มีภาพหลุดกับศิลปินรูปหล่อออกมาอีกละ อากาศร้อนๆ หมามันบ้าเอาได้ง่ายๆ นา” เซนเซส่งเสียงหัวเราะก่อนจะทิ้งร่างเพรียวไว้ตามลำพังเปิดประตูห้องออกมาก็พบรอยยิ้มจากคนเป็นป้าที่มาพร้อมกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

                “อ้าว เคตะก็มาด้วยหรือเนี่ย นึกว่าอยู่ในงานเลี้ยงแล้วเสียอีก”

                “แวะมารับคาเมะจังพร้อมกับโอกาซัง จะได้ไปด้วยกันเลย” ฮิโระได้ยินเพียงเท่านั้นแล้วเสียงของบุคคลทั้งสามก็ค่อยๆ เงียบหายไปเมื่อประตูห้องถูกปิดสนิท คอลัมนิสต์เหลือบมองโทรศัพท์เครื่องเล็กของเพื่อนที่ทิ้งไว้ในห้องแล้วก็ทำปากยื่นกับหน้าจอโน้ตบุ๊ก อากาศร้อนจัด หมาบ้าจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้

 

                การเดินทางสู่รีสอร์ทท่องเที่ยวในวันรุ่งขึ้นควรจะเป็นไปด้วยดี คณะเดินทางที่ควรจะประกอบด้วย จิน ฮิโรกิ และคาซึยะ กลับขาดคนสุดท้ายไปด้วยเหตุปัจจุบันทันด่วน เซนเซจำต้องผิดนัดปล่อยให้เพื่อนรักนั่งไปในรถตู้กับจินตามลำพังพร้อมยืนยันว่าจะรีบตามไปในทันทีที่ส่งคุณป้าขึ้นเครื่องแล้วเรียบร้อย ฮิโรกิเข้าใจและไม่กล่าวว่าอะไรแต่หมาบ้าที่รออยู่ในโรงแรมใกล้ๆ คงไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน  ฮิโรกิคิดไว้อย่างนั้นแต่พอเจออาการนิ่งเงียบของนักร้องหนุ่ม ไม่มีการโวยวาย ไม่แสดงความหงุดหงิด ไม่มีอารมณ์กรุ่นโกรธในน้ำเสียงยามออกปากรับฟังเหตุผลความจำเป็นของคนรักที่ฝากมาถึง

                “แต่คาเมะบอกว่าให้พี่ชายรออยู่ที่โน้นแล้ว เราคงไม่ลำบากเท่าไหร่”

                “พี่จุนมาด้วยหรือครับ” ฮิโรกิพยักหน้ารับคำแล้วก็นึกขำ ในขณะที่เขายังไม่คิดจะเรียกมัตสึจุนว่าพี่เหมือนอย่างที่เพื่อนรักแนะนำ แต่หมาบ้าที่นั่งเงียบเยื้องไปทางด้านหลังกลับเรียกได้อย่างสนิทปาก มันไปสนิทชิดเชื้อกับเค้าตอนไหนฮิโรกิก็คร้านจะสนใจ สงสัยคงเป็นช่วงที่เขายุ่งกับงานแล้วมันมีเวลาว่างไปนัวเนียเซนเซคู่ใจนั่นแหละ

                “เห็นว่ามาพร้อมกัน แต่ไปตระเวนเที่ยวก่อน คาเมะเลยชวนมาพักที่รีสอร์ทด้วยกัน คนเยอะๆ สนุกดี” หมาบ้าของคาเมะพยักหน้ารับรู้แต่ไม่ติดใจสงสัยซักถามซึ่งก็เป็นเรื่องผิดคาดอีกเช่นกัน จินหลับไปตลอดการเดินทางสามชั่วโมงก่อนจะตื่นขึ้นอีกครั้งโดยการเขย่าปลุกของฮิโระ

                “จิน ไม่สบายหรือเปล่า...อากาศร้อนมากด้วยสิ” มือบางแตะไปบนท่อนแขนที่โผล่พ้นออกมานอกชายเสื้อยืดคล้ายต้องการเทียบอุณหภูมิ น้องชายเขาเงียบขรึมเพราะอารมณ์ไม่ดีหรือมีอาการไข้กันแน่

                “ผมไม่เป็นไร แค่ง่วงนอน พี่อย่าห่วงเลย” บอกแล้วก็กระโดดลงมายืดเส้นยืดสายบนพื้น

“พี่จุน สวัสดีครับ” เป็นอีกครั้งที่ฮิโรกิโดนใบหน้าคมคาย ริมฝีปากสีแดงจัด และดวงตาคมหวานของมัตสึโมโต้ จุนหยุดลมหายใจไว้ชั่วขณะ พี่ชายของคาเมะยังหล่อเหลาเหมือนเดิม รอยยิ้มนั้นดูสว่างสดใสสู้กับแสงแดดที่กำลังแผดแรงในช่วงก่อนเที่ยงวัน

                “เป็นไงกันบ้าง เมื่อกี้คาซึยะโทรมาบอกว่ากำลังออกเดินทางมาแล้ว อีกเดี๋ยวคงถึง...เรารีบเข้าข้างในกันเถอะ ตรงนี้แฟนคลับเริ่มเยอะแล้วดูเหมือนจะมีถ่ายโฆษณากันหรือไงนี่แหละ” ฮิโรกิร้อง ฮึ ในคอ แทนที่จะเดินเข้าข้างในอย่างที่ชายหนุ่มบอกกลับเอาแต่เหลียวซ้ายแลขวาไปรอบทิศ

                “เค้าจะถ่ายกันที่นี่เลยหรือครับ”

                “ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจแต่เห็นแฟนคลับเยอะเลยที่มาเปิดห้องพักที่โรงแรมนี้ รู้สึกที่มากันจะเป็นนักร้องนะสามคน ฮิโระกับจินอาจจะรู้จักละมั้ง” จินอมยิ้มใส่ตาพี่ชาย ส่วนฮิโรกิได้แต่กัดปากแน่น เป้าหมายการเดินทางมาโอกินาว่าของคนหน้าสวยอยู่ตรงหน้านี่เอง ทันทีที่ทีมงานและบอดี้การ์ดเดินนำร่างของนักร้องทั้งสามคนออกมา ร่างผอมเพรียวก็ฉากหลบไปอยู่ด้านหลังของน้องชายทันที จินร้องอ้าวในคอแล้วก็ต้องพยายามทำตัวให้เด่นน้อยที่สุด นักร้องหนุ่มก้มหน้าต่ำหลบสายตาคนทุกคนอย่างที่ไม่เคยทำ ตรงนั้นเลยมีแค่มัตสึจุนที่สามารถยืนมองไปยังชาวคณะทั้งหมดด้วยความสนใจเต็มเปี่ยม

                “สรุปว่ารู้จักไหมครับ” เมื่อฮิโรกิไม่พูดแถมยังเอาแต่กำชายเสื้อยืดของน้องชายจนแทบขาดติดมือ จินเลยหันไปตอบคำถามเสียเอง “รู้จักครับ แต่ผมรู้จักแค่ในฐานะเพื่อนร่วมวงการ ส่วนฮิโรน่ะ...รู้จักดีเลยครับ” ฮิโรกินเงยหน้าขวับตาคู่สวยวาววับราวกับจะเชือดจินออกเป็นชิ้นๆ เจ้าของร่างเพรียวส่งเสียงต่อว่าในลำคอก่อนจะเดินแยกไปอีกทาง แน่นอนว่าเป็นคนละทางกันกับที่คณะศิลปินต่างค่ายเพิ่งลับหายไป

 

 

                เสียงเคาะประตูไม่ได้ทำให้จินกระตือรือร้นที่จะลุกจากเก้าอี้ริมระเบียง บุหรี่ในมือลดลงกว่าครึ่งโดยการเผาไหม้ของตัวมันเองมากกว่าการดูดกลืนเข้าสู่ปอดอย่างที่ควรจะเป็น ชายหนุ่มเจ้าของห้องรอจนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะเป็นครั้งที่สามจึงกดมวนบุหรี่ในมือลงกับที่กระถางเล็กที่เตรียมไว้ ลากขามายังประตูห้องด้วยความรู้สึกกึ่งเหนื่อยกึ่งรำคาญใจเมื่อคิดเอาว่าคงหนีไม่พ้นพี่ชายตัวดีจอมป่วนที่คงมาเคาะเพื่อถามอาการเจ็บป่วยที่เจ้าตัวคิดเอาเอง...ร่างเล็ก ผิวขาวจัดในชุดกางเกงสี่ส่วนกับเสื้อยืดพอดีตัวที่กำลังยืนยกยิ้มอยู่ด้านหลังประตูกลับทำให้ความคิดหยุดชะงักไปชั่วครู่

                “ได้ข่าวว่าไม่สบาย เป็นอะไรมากหรือเปล่า” นักร้องดังไม่พูดว่าอะไร ไม่มีการทักทายการมาถึงของคนตรงหน้าด้วยซ้ำ ร่างสูงถอยเท้าเปิดทางให้คนรักเดินผ่านเข้ามาในห้องก่อนจะงับประตูลงพร้อมกับอาการเต้นแรงของก้อนเนื้อในอก มือหนาอยากกระชากร่างเล็กเข้ามาแนบชิด แสดงความรักอย่างที่โหยหามาตลอดสัปดาห์ แต่อะไรบางอย่างในสมองมันร้องสั่งให้จินเฉยไว้ สิ่งที่คาเมะได้พบเห็นจึงมีเพียงความนิ่ง เงียบจนผิดสังเกตของคนตัวโต

                “ว่าไง ปวดหัวหรือเปล่า” มือเย็นแตะลงบนซอกคอหนา สัมผัสแผ่วเบาแต่แทบฉีกทึ้งความยับยั้งชั่งใจให้ขาดสะบั้นลงได้ในทันที

                “ไม่เป็นไร แค่อากาศร้อนมากไปหน่อย” คาซึยะขมวดคิ้วมุ่นมองคนตัวสูงอย่างสำรวจตรวจตรา ไม่มีคำทักทาย ไม่มีการแสดงออกถึงความยินดี ไม่มีรอยยิ้ม น้ำเสียงห้วนกระชากฟังแปร่งหู ร่างเล็กเอียงคอมองใบหน้าหล่อเหลาแววตาแสดงออกถึงความข้องใจชนิดไม่ต้องเสียเวลาปิดบัง

                “แน่ใจนะว่าแค่อากาศร้อน ไม่ได้เกี่ยวกับอย่างอื่น” ถามแล้วก็คอยจับตามองทุกความเคลื่อนไหว แทบจะนับวินาทีรอเลยด้วยซ้ำ พอจินพยักหน้ารับคำคาซึยะก็ต้องรีบบอกให้ตัวเองใจเย็นลง ใจเย็นทั้งที่เห็นกันชัดๆ ว่าจินกำลังไม่พอใจ สาเหตุก็ไม่ต้องไปตามสืบให้วุ่นวายเพราะมันเจิดจ้าอยู่ในหน่วยตาคม ดวงตาคู่นั้นกล่าวโทษมีทั้งตัดพ้อและขุ่นเคือง น่าเสียดายที่คนอย่างเซนเซไม่ชอบง้อใครเสียด้วย

                “งั้นก็ดีแล้ว...ถ้านายไม่ได้เป็นอะไรเรากลับละ จะพาฮิโระไปตามหากองถ่ายโฆษณา” พูดจบแล้วก็เตรียมหันหลังอย่างไม่ใยดีอีกต่อไป คนที่เอาแต่ยืนนิ่งทำตัวเป็นรูปปั้นไร้อารมณ์มาตลอดหลายนาทีก็รีบร้อนเอื้อมมือออกรั้งร่างเล็กให้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดอย่างรวดเร็ว คาเมะทำได้แค่เงยหน้ามองริมฝีปากเผยอน้อยๆ เลยกลายเป็นผลดีกับริมฝีปากร้อนผ่าวที่นาบลงมาอย่างด้วยความรุนแรงแห่งอารมณ์คิดถึงมากมาย ดุดัน ร้อนระอุและหิวกระหายในเวลาเดียวกัน กลิ่นบุหรี่เจือกลิ่นกายพัดพรูเข้ามาในปาก ไม่บ่อยนักที่คาเมะจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นรสของบุหรี่ผ่านทางริมฝีปากหนาจึงไม่รู้ว่ามันมีอำนาจพาให้วาบหวามใจยิ่งนัก ไม่นานร่างกายของอาจารย์ก็อ่อนเป็นวุ้นอยู่ในวงแขนที่รัดแน่นหนา จินรั้งสะโพกเพรียวจนเรือนกายแนบชิดจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นตะโบมกดฝ่ามือลงบนแก้มก้นซ้ายขวาของคาเมะราวกับต้องการลงทัณฑ์ความผิด เสียงคนเสียเปรียบครางอื้ออึงเฝ้าดึงดันจะถอยห่างด้วยความตกใจปนขัดเขินมากกว่าเจ็บปวด

                “ทำอะไรน่ะ!” รอยยิ้มร้ายกาจผ่านแวบมาบนเรียวปากได้รูป ดวงตาคมทอแสงอ่อน ลึกซึ้ง ลุ่มหลงเมื่อมือหนาสามารถสอดเข้าสัมผัสกับผิวเนื้อใต้ร่มผ้าได้สำเร็จ กางเกงตัวเล็กถูกรูดลงไปนอนอ่อนแรงอยู่ที่ข้อเท้าด้วยความรวดเร็วทำลายสถิติโลก แก้มเนียนแดงปลั่งเมื่อพบว่าแสงสว่างของพระอาทิตย์ยามบ่ายที่กำลังคล้อยต่ำทำให้มองเห็นทุกอย่างชัดเจนนัก อากาศในห้องแม้จะถูกปรับระดับจนเย็นสบายแต่ผิวเนื้อกลับวูบวาบ ร้อนจัดราวกับยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดของพระอาทิตย์ดวงโต จินยังบีบเค้นลงแรงกับผิวเนื้อเนียนจนเด็กหนุ่มแข้งขาอ่อน ต้องเอนกายเข้าหาร่างสูงใช้เป็นที่พักพิงเปิดโอกาสให้จินโลมเล้าเอาแต่ใจได้อย่างเต็มที่ หมดสิ้นเรี่ยวแรงจะต้านทานเพราะในใจลึกๆ แล้วก็โหยหาสัมผัสจากจินยิ่งนัก

                “ยังร้อนอยู่หรือเปล่า” มือใหญ่ขยับขึ้นสูง สอดผ่านเสื้อยืดเนื้อบางจนมันถลกร่น ใบหน้าเล็กซุกซบอยู่กับอกกว้าง ฟันคมงับลงบนเสื้อของจินเป็นการปิดกั้นเสียงร้องครางต้อนรับการรุกรานของปลายนิ้วแข็งบนยอดอกเม็ดเล็ก มือทั้งสองข้างของจินทำหน้าที่ได้อย่างสามัคคีนัก ข้างหนึ่งลูบไล้ต้นขาส่วนอีกมือก็วนเวียนสลับสับเปลี่ยนอยู่ระหว่างแผ่นอกทั้งสอง

                “เนื้อตัวคาเมะร้อนจัง จินก็ร้อน ช่วยหน่อยได้ไหม” อาจารย์คนเก่งเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว พอจินแตะต้องกดคลึงยอดอกจนแข็งชันคาเมะก็สอดมือผ่านเสื้อยืดของอีกฝ่ายวาดฝ่ามือแตะต้องไปทั่วร่างหนาอย่างคนจิตใจกระเจิดกระเจิง ไม่นานชายเสื้อยืดขอนักร้องหนุ่มก็เลิกสูงพอให้คาเมะได้ฝังฟันคมลงบนแผ่นอกเรียบตึง รางวัลที่ได้รับเป็นเสียงครางยาวลึกราวสัตว์บาดเจ็บ

                “อย่า...ไม่ต้องหยุด คาเมะอยากทำอะไรก็ทำได้เลย” เสียงทุ้มแหบพร่ายามร้องห้ามเมื่อคาเมะทำท่าจะผละหนี เด็กหนุ่มตระหนกกับความรุนแรงในอารมณ์ของตัวเองได้ยินเสียงจินครางลั่นก็นึกเอาว่าคงเผลอทำให้ชายหนุ่มเจ็บ แต่พอเขาบอกให้เดินหน้าคาเมะก็เริ่มเงอะงะ ความอายเริ่มเกาะกุมเมื่อตัวเองแสดงออกถึงความต้องการอัดแน่นในส่วนลึกของจิตใจออกมามากเกินไป

                “ไปที่เตียงเถอะ จินอยากให้คาเมะช่วย นะ”

-------- 

-----


 

                เป็นเวลาดึกสงัดแล้วเมื่อฮิโรกิตัดสินใจว่าเขาควรกลับขึ้นห้องพักเสียทีหลังจากตรากตรำเฝ้ามองดูไอดอลในดวงใจถ่ายโฆษณามาตลอดทั้งบ่าย แฟนคลับจำนวนหนึ่งยังหลงเหลืออยู่ในบริเวณล็อบบี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กสาวที่เปิดห้องไว้ในโรงแรมแห่งนี้ ฮิโรกินั่งอยู่ในมุมที่เรียกว่าลับตาที่สุด บนโต๊ะมีโน้ตบุ๊กอ้าไว้ข้างๆ กันคือโกโก้แก้วใหญ่ แสร้งทำเป็นสนใจกับหน้าจอขนาดไม่เกินกระดาษเอสี่มาเนิ่นนาน อ่านอะไรไม่รู้เรื่องสักอย่างเพราะจิตใจมันคอยกระหวัดไปทางประตูทางเข้า และในทุกๆ ครั้งของการเปิดออกของประตูคนหน้าสวยก็จะแหงนเงยไปมองสักครั้งด้วยหัวใจที่พองโต และทุกครั้งมันก็เหี่ยวฟีบลงอย่างรวดเร็ว เขารอมาเกือบสองชั่วโมงอย่างเปล่าประโยชน์ตัดสินใจแน่วแน่บอกให้ตัวเองเชื่อว่ามันถึงเวลาแห่งการพักผ่อนแล้ว ไอ้การจะมานั่งรอเพื่อโอกาสในการได้เห็นร่างสมส่วนของใครบางคนก่อนนอนมันดูไร้สาระเกินไป เพราะถึงยังไงฮิโรกิก็ไม่สามารถแสดงตัวต่อหน้าคนๆ นั้นได้อยู่ดี

                บรรยากาศในช่วงค่ำแตกต่างกับเวลาดึกมากนัก ยามที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต่างก็พากันเข้าประจำห้องเพื่อนอนหลับพักผ่อนแม้แต่บริเวณทางเดินที่เคยครึกครื้นก็เงียบเหงา มือบางกระชับโน้ตบุ๊กคู่ใจแนบอกลากสองขากลับไปยังทิศทางของลิฟต์โดยสารพร้อมกับถอนหายใจทิ้งด้วยความอัดอั้น...

                “ฮิโระ...ฮิโรกิซัง นั่นคุณหรือครับ” พระเจ้าช่วยลูกด้วย! โชคดีแค่ไหนที่ฮิโรกิกระชับมือเข้ากับโน้ตบุ๊กได้ทันก่อนที่เสียงทุ้มของผู้ชายคนหนึ่งจะดังแทรกความเงียบสงบขึ้นมา เสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่แสนคุ้นเคยแต่ไม่ได้สนิทชิดเชื้อ ระดับสายตาของฮิโระอยู่ที่พื้นกระเบื้องสิ่งที่เขาพบเป็นอันดับแรกคือรองเท้าแตะ ชายกางเกง ต้นขาแข็งแรง...กว่าจะไล้สายตาจนพบกับใบหน้าที่ติดตรึงอยู่ในทุกห้วงของลมหายใจเข่าก็อ่อนจนแทบเหยียบยืนอยู่ไม่ไหว เพิ่งรู้ว่าร่างกายตนเองอ่อนแอจนแม้แต่อาการช็อคก็สามารถทำให้เนื้อตัวชาดิกได้ถึงเพียงนี้

                “นิชิกิโดซัง...” ฮิโรกิได้ยินเสียงอีกฝ่ายผ่อนลมหายใจคล้ายกับโล่งอก จากนั้นรอยยิ้มเท่ในแบบของเรียวก็ปรากฏผ่านใบหน้าคมคาย ริมฝีปากสีแดงสดขยับเป็นรูปน่ามองนัก แว่นกรอบดำที่สวมอยู่ยิ่งส่งให้ไอดอลหนุ่มดูคล้ายกับผู้ชายธรรมดาเสียยิ่งกว่าครั้งใด

                “มาทำอะไรที่นี่หรือครับ มาเที่ยวหรือว่าทำงาน” คอลัมนิสต์ฝีปากกล้าของบรรดาเพื่อนร่วมงานกลายเป็นรูปปั้นชั่วขณะ ลิ้นชาจนขยับเป็นคำพูดไม่ได้ในทันที แต่สุดท้ายพระเจ้าก็ยังเห็นใจเขาบ้างเมื่อในที่สุดฮิโระก็สามารถเค้นเสียงออกมาจนได้

                “มา...มาเที่ยวครับ แล้วก็...มาหาข้อมูลทำงานด้วย”

                “บังเอิญจังนะครับ ผมเองก็มาถ่ายโฆษณาไม่คิดว่าจะมาเจอคุณที่นี่” โอย...ตายละ ฮิโรกิโกหกไม่เก่ง พระเจ้าก็รู้ ยิ่งคนรอบตัวยิ่งรู้ดีว่าจะสามารถหาผลประโยชน์จากเรื่องนี้ได้เสมอ แล้วนี่เขาต้องมายืนโกหกใส่ผู้ชายที่มีจิตผูกพันด้วย ให้ตายเถอะ ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่าฮิโระจะต้องกลั้นลมหายใจอีกนานแค่ไหน เขาว่ายน้ำไม่เก่ง ยิ่งดำน้ำยิ่งไม่เก่งเลย ต้องมากลั้นหายใจนานๆ เกิดเป็นลมขึ้นมาจะมีใครเห็นใจไหม

                “ครับ...บังเอิญ มันเป็นความบังเอิญจริงๆ”

                “มาอยู่นานไหม แล้วจะกลับวันไหนหรือครับ” ใจนั้นตอบไปแล้วว่ากลับพร้อมกับคุณครับ แต่ปากมันหนักจนไม่สามารถขยับได้อย่างที่ใจนึก(ซึ่งก็เป็นบุญแล้วล่ะ) ขืนเป็นแบบนี้นานๆ เรียวคงคิดว่าเขาเป็นคนสติไม่ดีแน่ๆ

                “ก็...คงอีกสักสองสามวันน่ะครับ” ตามมารยาทแล้วฮิโรกิควรถามต่อใช่ไหม นายต้องถามเค้ากลับไม่ใช่หรือไงฮิโรกิ ถามไปสิว่าคุณจะกลับวันไหน    “พรุ่งนี้ผมก็ต้องกลับแล้ว น่าเสียดายจังนะครับ อากาศร้อนแต่ทะเลสวยดี”

                “ครับ” เรียวคงเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของคู่สนทนาได้ในที่สุด จะว่าไปแล้วนี่นับเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่มีโอกาสได้พูดคุยกันเป็นการส่วนตัว ก่อนหน้านี้แม้จะพบเจอกันบ่อยครั้งก็มักอยู่ในฐานะของนักข่าวกับศิลปิน หรือไม่ก็ทำได้แค่ทักทายกันตรงบริเวณทางเดินของสตูดิโอเท่านั้น ทำไมนายไม่รู้จักฉกฉวยโอกาสนะฮิโรกิ!

                “ท่าทางฮิโรกิซังคงอยากพักเต็มทีแล้ว ขอโทษที่รบกวนนะครับ” แล้วโอกาสก็หลุดลอยเมื่อเรียวก้มหัวเป็นการอำลา ร่างสมส่วนหันหลังเตรียมเดินจากไปอยู่แล้ว หากแรงผลักในใจกระตุ้นให้ฮิโระรั้งอีกฝ่ายไว้ หาเรื่องมาพูดคุยสร้างบรรยากาศระหว่างกัน เรื่องอะไรก็ได้ แต่ฮิโรกิดัน...กระชากแขนพ่อนักร้องเขาไว้เสียนี่

                “ที่ล็อบบี้ยังมีแฟนคลับอยู่อีกหลายสิบคนนะครับ...เอ่อ ขอโทษครับ ผมแค่คิดว่าควรจะเตือนคุณไว้ก่อน” นักร้องหนุ่มวงนิวส์ให้ความสนใจกับมือที่กระชับอยู่บนข้อมือหนา ฮิโรกิกระชากมันกลับคืนราวกับโดนของร้อนลวกใส่ อับอายเหลือจะกล่าว

                “ขอบคุณมากครับที่เตือน ผมลืมไปว่าแฟนคลับสาวๆ มักจะอดทนอย่างที่สุด ผมกลับไปนอนเลยดีกว่า ไปด้วยกันเลยไหมครับ” ฮิโรกิกัดปากแน่น กลัวเหลือเกินว่าจะเผลอพูดหรือทำตัวเป็นคนไร้หัวคิดออกมาอีกระหว่างอยู่ด้วยกันสองต่อสองในตู้สี่เหลี่ยม ประตูลิฟต์ปิดลงมีเพียงแค่ความเงียบที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ คนหน้าหวานยืนอยู่มุมหนึ่ง ในขณะที่เรียวก็อยู่อีกมุม ห้องพักของนักร้องหนุ่มอยู่ก่อนห้องฮิโรกิ เสียงร้องเตือนของลิฟต์โดยสารดังก้องอยู่ในหูพอประตูเปิดออร่างที่เห็นว่ายืนนิ่งมาโดยตลอดนั้นก็เคลื่อนมายืนอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มเท่จู่โจมระบบการมองเห็นของฮิโระ เสียงทุ้มที่กล่าวถ้อยคำออกมานั้นจับใจคนฟังยิ่งนัก

                “ราตรีสวัสดิ์ครับ...” ร่างเพรียวแทบจะทรุดฮวบทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลงอีกครั้ง นิชิกิโด เรียวแห่งนิวส์ เดินออกจากลิฟต์ไปพร้อมลมหายใจและเรี่ยวแรงทั้งหมดของ อุจิ ฮิโรกิ

 

 

                “คาเมะสนิทกับครอบครัวของทาจิบานะมากไหม แล้วถ้ามาก...มากแค่ไหน” เซนเซถูกเปิดประเด็นด้วยคำถามที่ไม่ทันคาดคิดว่าจะได้ยินจากคนรัก(โดยเฉพาะในเวลาอย่างนี้)คิ้วบางเลิกสูงสีหน้าแววตาบอกว่างุนงง คาเมะยืนอยู่ริมระเบียงในขณะที่จินเพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวของทางโรงแรม

                “ก็สนิทกันนะ เพราะรู้จักกันมาตั้งแต่รุ่นแม่ ทำไมหรือ” จินใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กซับหยดน้ำจากเรือนผม พอเดินเข้ามาใกล้ในระยะประชิดกับร่างเล็กมือหนาก็หยิบยื่นผ้าในมือให้พร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้เงยหน้ายิ้มประจบแล้วก็รอคอยอย่างสงบเสงี่ยม

                “เปล่า จินแค่...อยากรู้” คาซึยะหยุดมือที่กำลังแตะไปบนเส้นผมหนานุ่มสีน้ำตาลเข้มพร้อมกับความคิดที่ว่า ลองเริ่มต้นมาขนาดนี้แล้วคงไม่ใช่แค่อยากรู้อย่างที่พูดจริงๆ หรอก

                “แน่ใจนะว่าแค่...อยากรู้” เสียงงวดขึ้นเพราะคาเมะค่อนข้างมั่นใจ เห็นทีเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นประเด็นร้อนตั้งแต่สองสามวันก่อน ภาพของเขากับเคตะและคุณป้าที่หลุดออกไปทางอินเตอร์เน็ตคงรบกวนจิตใจคนตรงหน้าจนอยู่เฉยไม่ได้ต้องรีบเร่งตามติดมาถึงโอกินาว่า

                “อืม”

                “อย่ามาโกหกนะจิน!” คาเมะเปลี่ยนผ้าในมือเป็นอาวุธที่ใช้ประทุษร้ายคนตัวโตได้ทันใจนัก นักร้องดังร้องโอยพร้อมกับกระโดดตัวลอยออกจากเก้าอี้ จินยืดตัวเต็มความสูงแล้วจึงหันมาเผชิญหน้ากับเซนเซคนเก่งที่กำลังตีหน้าบอกบุญไม่รับ

                “นายไปเห็นอะไรมา...เห็นรูปมาใช่ไหม!” ดวงตาเรียววาววับ คาเมะคาดคั้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด จินเลยได้แต่ยิ้มเรี่ยราด อยากปฏิเสธแต่คงไม่ทันแล้วสำหรับตอนนี้

                “ก็เห็นรูปด้วย...แล้วก็อยากรู้...ก็เลย โอ๊ย!....” คาเมะฟาดผ้าลงบนช่วงอกที่สาบเสื้อแยกออกเพราะเจ้าตัวผูกไว้แค่หลวมๆ ส่งผลให้เกิดเป็นรอยแดงยาวเป็นเส้นทันตาเห็น

                “เจ็บ…”

                “สมควรแล้ว ถามอะไรไม่รู้จักคิด”

                “ก็เพราะคิดไง จินคิดมาก อยากรู้เรื่องจริงๆ ทำไมในข่าวเขียนว่าคาเมะเป็น...โอ๊ย คาเมะ!”

                “จะเชื่อเราหรือเชื่อภาพกับข่าวพวกนั้น” คาซึยะกึ่งโกรธกึ่งอ่อนใจ แน่เสียยิ่งกว่าแน่ว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องรีบบินตามมาถึงโอกินาว่าคงหนีไม่พ้นภาพกับข่าวมั่วซั่วพวกนั้น “ก็ต้องเชื่อคาเมะสิ”

                “ก็ลองไม่เชื่อสิ...”

                “เช็ดผมต่อนะ จะได้เข้านอนกัน...คาเมะอาบน้ำแล้วตัวหอมจัง ทำไมของจินไม่เห็นหอมเหมือนของคาเมะเลย” จอมเนียนอาศัยความได้เปรียบในการกดไซร้ซอกคอกรุ่น เนื้อผ้าชนิดเดียวกันของชุดคลุมอาบน้ำที่ทั้งคู่สวมอยู่เป็นได้แค่ปราการที่แสนบางเบา คาเมะยันอกหนาไว้เพราะรู้ดีว่าอีกไม่นานคงพ่ายแพ้ต่อพละกำลังและความเชี่ยวชาญของจินอีกจนได้

                “ปล่อยสิ จะได้เช็ดผมให้”

                “ช่างมันเถอะ ทำอย่างอื่นกันดีกว่า”

                “อื้อ นี่มันริมระเบียงนะ เดี๋ยวใครก็มาเห็นเข้าหรอก!” คาเมะว่าอย่างนั้นแต่จินกลับยิ้มตาวาวว่าไปอีกอย่าง

                “ดึกแล้วก็ยังร้อน เราเข้าไปรับแอร์ข้างในกันเถอะนะ” วิธีการของจินก็คือการรวบร่างเล็กเข้าหาอกกว้าง จากนั้นก็อุ้มคาเมะเข้ามาในห้องอุณหภูมิเย็นฉ่ำเพราะเครื่องปรับอากาศ วางคาเมะลงบนเตียงโดยมีตัวเองทาบทับไม่ยอมห่าง

                “โอกินาว่า ร้อนจริงๆ เลยเนาะ”


                ^''^

 

--------------

ตอนนี้ต่อเนื่องมาจากตอนที่แล้วนิดๆ...อย่าลืมว่าฟิกเรื่องนี้เป็นฟิกแบบเป็นตอนๆ นะคะ ไม่ได้ต่อเนื่องกันทุกตอนแต่เนื้อหาก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าใครที่งงงๆ กับอะไรบางอย่าง(??)อยู่ในตอนนี้ ในตอนต่อๆ ไปก็จะเฉลยไปเรื่อยๆ ค่ะ ไม่ต้องห่วงเนะ(หัวเราะ)

ตอนนี้แอบมีที่เซ็นเซอร์ไปนิดหน่อย(ไม่เยอะนะ นิดเดียวจริงจริ๊ง) ก็ช่วงที่เป็นเส้นประเยอะๆ นั่นแหละค่ะ ยังไงรออ่านในหนังสือเนาะ จะลงตรงนี้ก็แอบเขินหน่อยๆ(ยังจะเขิน?) ก็ได้แต่หวังว่าคงไม่ทำให้เสียอรรถรสไปเท่าไหร่นะคะ

อ่านให้สนุกนะคะ อย่าลืมคอมเม้นบอกกล่าวกันบ้างว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจยังไง แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ
 
ขอบคุณค่ะูู^^
 
 
 
Popsical_Kwan
26-Jan-2011
 

Kiss x No. 04

posted on 23 Jan 2011 22:09 by popsical-kwan
 
 

 

 

 

 

I’m sorry

 

 

                เสียงเครื่องรับโทรศัพท์ภายในบ้านที่นานๆ จะดังขึ้นสักครั้งสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าของบ้านที่กำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำ ครั้งแรกคาเมะปล่อยให้มันเงียบเสียงไปเองแต่ครั้งที่สองและสามที่ตามมาติดๆ แสดงถึงความพยายามของคนโทรจนว่าที่อาจารย์คนเก่งต้องตะโกนขอความช่วยเหลือจากเจ้าของร่างสูงที่กำลังทอดตัวเต็มความยาวของโซฟาในห้องนั่งเล่นอย่างสบายอารมณ์

                “คนข้างนอกน่ะ อย่ามัวแต่นอนสิ รับโทรศัพท์ให้หน่อย!” คนที่ถูกรบกวนเวลาของการพักผ่อนดึงตัวเองขึ้นจากโซฟาด้วยความเกียจคร้าน ดวงตาคมภายใต้คิ้วเข้มยาวได้รูปกวาดมองหาที่มาของเสียงกรีดร้องพอรู้ว่ามันดังมาจากห้องนอนส่วนตัวของเจ้าของบ้านชายหนุ่มก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ

                “สวัสดีครับ”

                (.................)

                “สวัสดีครับ ได้ยินผมไหม” เสียงทุ้มกรอกผ่านโทรศัพท์ไปอีกครั้งเมื่อยังคงมีเพียงเสียงลมหายใจจากปลายสาย...พวกโรคจิตหรือเปล่าวะ

                “ถ้าคุณไม่พูดผมจะวาง”

                (คุณเป็นใคร!) คิ้วคมเลิกสูงด้วยความประหลาดใจกวาดสายตามองไปรอบห้องแล้วก็หยุดที่ประตูห้องน้ำพร้อมกับครุ่นคิด ริมฝีปากได้รูปสวยสีแดงสดขยับเป็นรอยยิ้มพึงพอใจ ใช้เวลาไม่นานพี่ชายตัวดีของคาซึยะก็สามารถตีความในสุ้มเสียงเครียดขรึมของคนปลายสายได้ทันที...แล้วก็คิดว่าไม่ใช่ความเข้าใจผิดเสียด้วย

                “มีธุระอะไรกับคาซึยะหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มจงใจหลีกเลี่ยงคำตอบด้วยการถามกลับ

                (คาเมะอยู่ไหน) ร่างสูงคราง หึ ในคอกับท่าทีวางอำนาจของเสียงทุ้ม หันกลับไปมองประตูห้องน้ำที่ยังปิดสนิทจากนั้นก็เว้นจังหวะพอให้กระตุ้นอารมณ์ของคนคนที่รอคอยคำตอบได้พลุ่งพล่านมากขึ้น

                “คาซึยะอาบน้ำอยู่ คุณมีธุระด่วนหรือเปล่า ผมไม่อยากกวนเค้าตอนนี้” จงใจเน้นย้ำระดับความสำคัญรวมไปถึงความสัมพันธ์อันสนิทสนมกับเจ้าของบ้าน จากนั้นก็รอคอยสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา เสียงกระแทกลมหายใจหนักหน่วงที่ดังขึ้นในหูพลอยทำให้ร่างสูงเกือบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

                “ใครโทรมาหรือพี่จุน” คาเมะร้องถามมาจากหน้าประตูห้องน้ำและมันคงดังมากพอที่จะเล็ดลอดผ่านกระบอกโทรศัพท์เข้าไปด้วยเช่นกัน

                “ไม่รู้สิ กำลังถามอยู่ ระวังหน่อยผมเรายังเปียกน้ำอยู่นะ” คนตัวสูงร้องเตือนเมื่อน้องชายขยับเข้ามาใกล้ทั้งที่ในมือถือผ้าขนหนูขยี้ไปทั่วศีรษะ เรือนผมที่เพิ่งสระเสร็จหมาดๆ กรุ่นกลิ่นหอมละมุนของแชมพู มือป้อมรับโทรศัพท์มาหนีบไว้กับซอกไหล่กำลังจะกรอกเสียงทักทายปลายสายแต่สัญญาณที่ดังย้อนกลับมาบอกว่าทางโน้นชิงวางสายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

                “อ้าว...วางไปแล้วนี่ ตกลงใครโทรมาครับ” พี่ชายยกไหล่ผละออกห่างเพราะหยดน้ำจากเส้นผมของน้องชายเริ่มเปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนของเขาเป็นวงกว้าง รู้เลยว่าเจ้าตัวเล็กเจตนา

                “นี่เข้าไปสระผมอย่างเดียวหรือ พี่ก็นึกว่าเราอาบน้ำเสียอีก” คาเมะยิ้มตาหยีใช้ผ้าผืนเล็กพาดไว้กับไหล่ เอียงคอมองคนเป็นพี่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน

                “อื่อ...อากาศมันเริ่มเย็นแล้วนี่ครับ ผมเลยต้องทำทีละอย่างให้สระผมพร้อมกับอาบน้ำเลยคงไม่ไหวละ บรื้อ แค่นี้ก็ขนลุกจะแย่ละ”

                “อย่าบอกนะว่าเรายังไม่ได้อาบน้ำตั้งแต่เช้า พี่ไม่พาออกไปไหนหรอกงั้น”

                “อาบแล้วน่า อย่าคิดจะเบี้ยวนะ สัญญากันไว้แล้วว่าจะพาไปเลี้ยง” คาซึยะดักคออย่างคนรู้ทัน พี่ชายคนดีเลยได้แต่หัวเราะ ไม่ได้เจอกันเกือบสามปีแต่คาเมะก็ยังเป็นน้องที่น่ารักไม่เปลี่ยนแปลง แถมตอนนี้ยังพ่วงตำแหน่งอาจารย์ผู้ช่วยสอนในมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกด้วย น้องเขาทั้งน่ารัก การศึกษาดีและหน้าที่การงานก็มั่นคง เจ้าของโทรศัพท์จอมวางอำนาจเมื่อสักครู่นี้จุนจะคิดได้ไหมนะว่า...เป็นคนสำคัญ

                “คาซึยะ...มีแฟนแล้วเหรอ” คำถามไร้ที่มาที่ไปของพี่ชายส่งผลให้คาเมะชะงักมือที่กำลังแต้มครีมลงเป็นใบหน้า แม้จะแค่เล็กน้อย แต่อาการเหล่านั้นก็ไม่อาจพ้นสายตาช่างสังเกตของคนเป็นพี่ไปได้เช่นกัน

                “ว่าไง คิดจะปิดพี่หรือ”

                “เปล่าซะหน่อย”

                “เปล่าอะไร...เปล่ายังไม่มี หรือว่า เปล่าปิดบัง” แก้มเนียนซับสีระเรื่อฟ้องความในใจหมดสิ้น

                “ทำไม...พี่จุนถึงถามล่ะ” เห็นชัดๆ ว่าน้องชายพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดความจริง และชายหนุ่มก็เล็งเห็นแล้วว่าผลของการกลั่นแกล้งเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้อย่างง่ายดาย เตือนไว้ก่อนคงจะดีกว่า

                “เปล่าหรอก พี่แค่คิดว่าคนที่โทรมาเมื่อครู่อาจจะมีความสำคัญอะไรกับเรานิดหน่อย...ก็เท่านั้นเอง”

                “ครับ?” คาซึยะหยุดการเคลื่อนไหวในทันที หมายความว่าปลายสายเมื่อสักครู่นี้คือ...จินงั้นหรือ แค่คิดหัวใจคาเมะก็เต้นเร็วจนแทบหลุดออกมานอกอกเสียแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้าปลายสายเป็นจินจริงๆ ป่านนี้คงเข้าใจผิดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาการวางสายปุบปับโดยไม่รอให้คาเมะพูดมันฟ้องความคิดของอีกฝ่ายได้อย่างดี คาเมะกัดปากแน่น ทิฐิกับความรู้สึกผิดกำลังตีกันวุ่นวาย คาเมะปิดมือถือไม่ยอมรับโทรศัพท์จินมาตั้งแต่เช้า เพราะเหตุนี้นักร้องหนุ่มจึงเลือกที่จะโทรเข้าเบอร์บ้านแล้วก็เจอแจ็คพอตเข้าอย่างจัง

                “ท่าทางจะโมโหมากด้วยนะ” ประโยคเสริมของพี่ชายไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย

                “ช่างเถอะ อย่าไปสนใจเลย” ถึงคราวที่คนเป็นพี่จะอ้าปากค้างด้วยความงุนงงบ้าง เขานึกว่าน้องชายจะรีบโทรกลับไปชี้แจงความจริงกับเจ้าของเสียงเครียดแต่กลับกลายเป็นว่าคาซึยะละความสนใจจากเรื่องนี้ ด้วยการชวนให้เขาเล่าเรื่องสถานที่เรียนและชีวิตนักเรียนนอกให้ฟัง โดยไม่ยอมวกกลับไปเรื่องชายหนุ่มที่ยังเป็นปริศนาสำหรับจุนอีกเลย

 

 

                (โอย...ติดต่อได้ซะที คาเมะอยู่ที่ไหน) ฮิโรกิพ่นลมหายใจยืดยาว เขาเฝ้าโทรติดต่อเพื่อนรักมาตั้งแต่เช้ากดโทรศัพท์จนมือจะหงิกแต่เพิ่งได้คุยกันตอนเกือบๆ เที่ยงคืนนี่เอง

                “ฮิโระทำอะไรอยู่”

                (เพิ่งกลับจากหอพักของบริษัท อยู่ที่ไหนคาเมะ เสียงดังจริง) ฮิโรกินิ่วหน้าเมื่อเสียงเพลงดังเล็ดลอดเข้ามาในสายดังกว่าเสียงของเพื่อนรักเสียอีก

                “อยู่ในผับ สนุกมากๆ ฮิโระจะกลับบ้านเลยหรือ แวะมาก่อนสิ มีคนอยากให้รู้จักด้วยละ” คอลัมนิสต์มือหนึ่งปล่อยให้หัวคิ้วพันกันยุ่งเหยิง จับความในประโยคของเพื่อนได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ฟังจากน้ำเสียงแล้วเพื่อนเขาคงกำลังสนุกจริงๆ

                (ไม่เอาละ นี่...คุยกับจินหรือยัง) ฮิโรกิเงยหน้ามองขึ้นไปยังชั้นสูงสุดของตึกที่ใช้เป็นหอพักของนักร้องเกือบทั้งค่าย นึกถึงสีหน้าถมึงทึงของจินแล้วก็เริ่มเครียด ไม่แน่ใจว่าทั้งคู่มีปัญหาอะไรแต่จินนิ่งเงียบจนผิดสังเกต ปกติถ้าติดต่อคนรักไม่ได้หมอนั่นมักจะหงุดหงิด โวยวาย เอะอะพาลพาโลเอากับผู้คนรอบข้าง...ไม่ใช่เงียบดุจเสาหินเช่นวันนี้

                “ยัง”

                (ตายละเว้ย นี่แสดงว่าตั้งแต่เช้าคาเมะไม่ได้รับโทรศัพท์ไอ้หมาบ้านั่นเลยหรือ)

                “อื่อ ก็เพิ่งเปิดเครื่องแล้วก็รับสายนี่ล่ะ...ฮิโระจะกลับบ้านจริงๆ เหรอ แวะมาเที่ยวด้วยกันเถอะนะ” เมื่อเพื่อนรักยังคงหลีกเลี่ยงการพูดถึงนักร้องหนุ่มทำให้ฮิโรกิเริ่มจับกระแสความผิดปกติของคนทั้งคู่ได้มากขึ้น สุดท้ายจึงกลั้นใจถามออกไปตรงๆ

                (ทะเลาะกับจินหรือ) ถามแล้วก็เงี่ยหูรอฟังแต่กลับมีเพียงเสียงเพลงที่ดังลอดเข้ามา ดูเหมือนคาซึยะจะเงียบไปนานกว่าปกติราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะตอบคำถามนั้นดีหรือไม่               

(คาเมะ ฮัลโหล ยังอยู่ไหม)

                “อื่อ อยู่” เนิ่นนานกว่าปลายสายจะตอบคำถามกลับมา

                “ไม่มีอะไรหรอก ฮิโระอย่าห่วงเลย”

                (ถ้าไม่มีอะไรก็ดีแล้ว นี่อยู่กับใคร)

                “อยู่กับ...พี่ชาย แวะมาสิเราอยากอวดนักเรียนนอกจะแย่ละ” ฮิโรกิยิ้มบาง ร่างเพรียวเปิดประตตูรถคันเก่งก่อนจะพาตัวเองเข้าประจำที่คนขับ

                (ไม่เอาดีกว่า วันนี้ตามไอ้จินไปซ้อมคอนเสิร์ตของคริสตัล เคย์ ตั้งแต่เช้า งานด่วนอะไรกันนักก็ไม่รู้ นี่กำลังสงสัยว่าตัวเองเป็นคอลัมนิสต์หรือว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัวศิลปินกันแน่ แต่...จะว่าไปแล้วมันก็มีผลดีมากกว่าเสียนะ ได้เห็นหมอนั่นทำงานกับคนเก่งอย่างเคย์ ต่อไปจินคงดังขึ้นอีกแน่ๆ เลย...ฮัลโหล คาเมะ ยังฟังอยู่หรือเปล่า) ฮิโรกิคงไม่รู้ว่าระบบการได้ยินของเพื่อนรักถูกปิดตายไปตั้งแต่ชื่อของนักร้องคนเก่งหลุดออกมา คาซึยะเม้มปากแน่นเชิดหน้าน้อยๆ เมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ถูกบอกเลิกนัดในวันนี้

                (ติ้งต่อง คาเมะยังอยู่ไหมเอ่ย) พอเพื่อนเรียกชื่อย้ำมาอีกครั้งคาเมะก็บอกให้ตัวเองลืมความหงุดหงิดส่วนตัว ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอดพยายามให้คอโล่งที่สุด

                “อยู่ สรุปว่าไม่มาใช่ไหม”

                (อืม ขอบายดีกว่า หนุ่มนักเรียนนอกที่บอกจะอยู่อีกนานหรือเปล่า”

                “ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะนานมั้ง”

                (งั้น...ไว้โอกาสหน้าดีกว่า  อย่าดื่มเยอะละ แล้วก็...ถ้าจินโทรหาก็รับๆ สายมันหน่อยนะ) คาซึยะไม่ตอบว่าอะไร เพื่อนคนเก่งวางสายไปแล้วแต่คาเมะยังเหม่อมองโทรศัพท์เครื่องเล็กในมือ  คาเมะอยากจะตอบเพื่อนรักว่าคาเมะคงยินดีรับสายถ้าจินจะโทรมา แต่ตั้งแต่เปิดเครื่องมาจนเกือบ 2 ชั่วโมง ฮิโรกิคือสายแรกที่โทรเข้ามาหาเขา

                “ว่าไงเรา มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ร่างสูงที่นั่งเงียบมาตลอดเรียกสติของอาจารย์คนเก่งกลับมาสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง คาเมะส่งยิ้มให้พี่ชายกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง

                “ฮิโระนะสิ ไม่ยอมแวะมาผมกะจะแนะนำให้รู้จักกับพี่เสียหน่อย แย่มาก” คาเมะไม่ได้ขยายความคำว่าแย่มาก ว่าอะไรที่แย่ และใครที่แย่

                “ทำไมละ เพื่อนเราไม่อยากรู้จักพี่หรือยังไง”

                “เปล่าครับ บ่นว่าเหนื่อยจะกลับไปนอน พี่จุนยังอยู่อีกนานไหม” พี่ชายยิ้มกว้างคลึงแก้วเหล้าในมือยกขึ้นจิบก่อนจะปรายตามองน้องชาย

                “พี่กลับมาอยู่ถาวรแล้ว อย่าห่วงเลยยังมีเวลาเจอกับเพื่อนเราอีกเยอะ” คาเมะยิ้มกว้างยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบจากนั้นก็ลุกขึ้นยืนพลอยทำให้พี่ชายเงยหน้ามองด้วยความสงสัย

                “ไปห้องน้ำก่อนนะ”

                “โฮ่ย...พี่ก็นึกว่าเราจะออกไปยืดเส้นยืดสายเสียอีก” คาเมะหัวเราะร่า อยู่กับพี่ชายแล้วเขามักจะอารมณ์ดีเสมอ แม้วันนี้จะมีเรื่องเครียดตกค้างมาตั้งแต่วานนี้แต่เด็กหนุ่มก็ยังหัวเราะได้

                “ไม่ไหวหรอก หรือว่าพี่จุนอยากออกไป”

                “สละสิทธิ์เหมือนกัน” เด็กหนุ่มแหงนหน้าหัวเราะเต็มเสียงก่อนจะหลบหลีกกลุ่มฝูงชนที่หนาแน่นมากกว่าปกติในวันสุดสัปดาห์เพื่อไปให้ถึงห้องน้ำที่อยู่ด้านในของผับ ทิ้งให้พี่ชายนั่งมองแก้วในมือสลับกับโทรศัพท์ของน้องชายที่สั่นสะเทือนเป็นสัญญาณบอกว่ามีสายเรียกเข้าทันทีที่ร่างบางลุกหายไป

                มือสวยขาวจัดหยิบเครื่องมือสื่อสารที่น้องชายวางทิ้งไว้ขึ้นมาเพ่งดูชื่อที่โชว์อยู่ที่หน้าจอ แล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง

                “ ’หมาบ้า’...หมาที่ไหนวะ” ชายหนุ่มอมยิ้มกับวิธีการบันทึกชื่อในมือถือของน้องแต่ก็ตัดใจวางมันกลับที่เดิมหันมาให้ความสนใจกับบรรยากาศรอบข้างได้ไม่นานเจ้าเครื่องมือสื่อสารเครื่องเล็กก็สั่นสะเทือนอีกครั้ง

                “เออเว้ยท่าทางจะบ้าจริงๆ...ธุระร้อนอะไรหรือเปล่าวะ” ชายหนุ่มอยากรอให้เจ้าตัวกลับมารับโทรศัพท์ด้วยตัวเอง แต่ไอ้อาการกระหน่ำกดแบบไม่ยอมพักหายใจของคนโทรมามันก็ช่างเย้ายวนใจให้อยากรู้อยากเห็นอยากได้ยินเสียงหมาบ้าของน้องชายสักนิด

                “โมชิ โมชิ” กระแอมให้คอโล่งจนเสียงกลับมาทุ้มต่ำเช่นเดิมจุนก็บรรจงกรอกเสียงผ่านโทรศัพท์ของน้องชายไปทันที ผลที่ได้คือ...ความเงียบ

                “ฮัลโหล...ได้ยินไหมครับ” สถานการณ์มันช่างคล้ายคลึงกันกับตอนที่เขารับโทรศัพท์ในห้องนอนของน้องชายเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา หัวคิ้วขมวดเข้าหากันริมฝีปากสีแดงสดขยับวาดเป็นวงโค้ง เห็นทีคงเป็นคู่กรณีเดิมกับเมื่อเช้าเสียละมัง

                (ผมต้องการพูดสายกับคาเมะ) คราวนี้ริมฝีปากได้รูปสวยห่อเป็นรูปตัวโอ เดาแม่นแบบนี้งวดหน้าเห็นจะต้องลองซื้อหวยดูสักทีวะมัตสึจุน!

                “อ้อ...คาซึยะไม่อยู่ครับ”

                (คาเมะไปไหน) ครั้งนี้ไม่ยักถามชื่อแฮะ

                “คาซึยะไปห้องน้ำครับ คุณมี....ว้าเว้ย! หมาตัวนี้ทั้งบ้าทั้งดุเลยว่ะ” ชายหนุ่มสบถดุเดือดทันทีที่หมาบ้าของน้องชายกดวางสายโดยไม่รอฟังให้จบประโยคด้วยซ้ำ พออีกฝ่ายกดวางสายไปแล้วคาซึยะก็โผล่มาพร้อมร้อยยิ้ม

                “มีอะไรหรือพี่จุน มีคนโทรหาผมหรือครับ” ว่าที่อาจารย์พอจะเดาได้จากโทรศัพท์ที่พี่ชายกำไว้ในมือ คนเป็นพี่ส่งเสียงขลุกขลักในคอก่อนรอยยิ้มกว้างจะถูกเผยออกมา

                “หมาบ้าของคาซึยะน่ะ พี่ว่า...ตอนนี้คงกำลังคลั่งเลยละ!”

 

 

                คาซึยะกำโทรศัพท์มือถือไว้ในมือ สมาธิของเด็กหนุ่มดูเหมือนจะวนเวียนอยู่แค่วัตถุเล็กๆ ในมือ แม้พี่ชายจะนำรถเข้ามาจอดที่หน้ารั้วบ้านแต่คาเมะก็ไม่ได้สังเกตสักนิด จนกระทั่งเจ้าของมือหนาต้องเขย่าไหล่เตือน

                “คาซึยะ...ถึงบ้านแล้ว นี่เราเมาหรือว่าไม่สบาย” ชายหนุ่มแตะหลังมือลงบนหน้าผากนูนด้วยความเป็นห่วง คาเมะฝืนยิ้มปฏิเสธเสียงแผ่ว

                “ไม่เป็นอะไรหรอกครับ สงสัยจะง่วงจัด”

                “ชวนกลับตั้งแต่สองชั่วโมงที่แล้วก็ไม่ยอม รั้นจะอยู่จนผับปิด แล้วไงละ ถึงกับเบลอเลยเหรอ” เด็กหนุ่มกระชับเสื้อคลุมเข้าหากันแล้วจึงเปิดประตูลงจากรถโดยมีคนเป็นพี่ตามลงมาส่งถึงหน้าประตูบ้าน

                “หน้าเราซีดมาก พรุ่งนี้วันหยุดพักผ่อนเยอะๆ นะ พี่ชักรู้สึกไม่ค่อยดีแล้วสิที่พาเราไปเที่ยว” คาซึยะยิ้มกว้างกับประโยคบ่นแกมห่วง ต้องรีบรับคำสร้างความมั่นใจให้กับพี่ชายจอมกังวล

                “ผมไม่เป็นอะไร อย่าห่วงเลย พี่จุนขับรถดีๆ นะ” เป็นความเคยชินที่น้องชายจะสวมกอดพี่ชายตัวสูงส่งท้ายการล่ำลา โดยที่จุนก็ไม่ลืมที่จะขยี้เส้นผมนุ่มที่ล้อมกรอบใบหน้ารูปเรียวจนยุ่งเหยิงเป็นการแถมท้าย

                “แล้วพี่จะโทรหา เข้าบ้านเถอะ” จุนรอจนเห็นว่าน้องชายลับหายไปหลับบานประตูแล้วจึงก้าวยาวๆ มายังรถที่จอดไว้ ชายหนุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์นำรถออกสู่ท้องถนนโดยไม่ได้เอะใจเลยว่าคาซึยะทอดเวลาอยู่ในความมืดเนิ่นนานเกินไป

 

                คาซึยะยังไม่ทันได้แตะสวิทซ์เปิดไฟในห้องนั่งเล่นก็ต้องสะดุดกับวัตถุบางอย่างที่วางอยู่ด้านหลังประตูเสียก่อน เด็กหนุ่มอุทานเบาๆ อยู่ในความมืดแสงที่เล็ดลอดเข้ามาจากภายนอกมันไม่มากพอให้มองเห็นว่าสิ่งที่เกะกะจนทำให้คาเมะซุ่มซ่ามคืออะไร แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่ามันคือ...รองเท้าข้างหนึ่ง

                คิ้วบางขมวดชนกันตั้งใจจะก้มลงหยิบวัตถุต้องสงสัยขึ้นมามองให้เต็มตาก็ถูกกระชากอย่างแรงจากมือล่องหนเสียก่อน ร่างเล็กเซถลาไปตามแรงฉุดรั้งคาเมะตกใจจนพูดไม่ออกแม้แต่เสียงร้องก็ไม่มีให้ได้ยิน แรงยึดที่ต้นแขนแน่นราวคีมเหล็กไม่เปิดโอกาสให้ดิ้นรนหนีเพราะแรงบีบเลื่อนมาสู่หัวไหล่ทั้งสองข้างด้วยความรวดเร็ว

                ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดทั่วดวงหน้าตามติดมาด้วยแรงบดเบียดอย่างหยาบกระด้างที่กลีบปากบาง เงาร่างสูงใหญ่ในความมืดเปลี่ยนเป็นกระชากเส้นผมให้คาเมะแหงนเงยขึ้นรับสัมผัสจาบจ้วงจากริมฝีปากหนา เสียงเล็กดังอยู่แค่ในคอ กลิ่นกายคุ้นเคยทำให้รู้ตัวว่าคนบุกรุกเห็นจะไม่ใช่ใครอื่น แต่การกระทำรุนแรงหยาบคายผิดวิสัยทำให้อาจารย์คนเก่งต่อต้านด้วยอาการดิ้นรนที่เริ่มรุนแรงขึ้น

                “...เจ็บ ปล่อยนะ!” มือกลมทั้งผลักทั้งดันไปทั่วอกกว้างแต่ชายหนุ่มยังให้ความสนใจแค่การฉกปลายลิ้นเข้าหาความหวานในปาก พอคาเมะไม่ยอมเปิดปากให้ฝ่ายนั้นก็ใช้ฟันคมขบลงบนริมฝีปากล่างด้วยความรุนแรงจนคาเมะต้องเผยอปากออกเพื่อร้องอุทธรณ์ แต่กลับเป็นการเปิดโอกาสให้อีกคนรุกล้ำเข้าหาความหวานได้ถนัดขึ้น

                “ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร!” ถามแต่ไม่รอฟังคำตอบริมฝีปากหนาลากเรื่อยไปทั่ววงหน้า ซอกคอ ติ่งหู โดยไม่ลืมจะฝากรอยฟันไว้ที่ผิวเนื้ออ่อนไหว

                “อื้อ เราเจ็บ!” คาเมะเจ็บจริงๆ ร่างเล็กดิ้นเร่าพยายามปลดปล่อยตัวเองออกจากวงแขนแข็งแกร่งนั้นแต่ไม่เป็นผล มือหนาลูบไล้ไปทั่วร่างบางด้วยความหยาบกระด้าง ปลดเสื้อตัวนอกของคาเมะออกด้วยความรวดเร็วเหลือเพียงเสื้อยืดสีฟ้าสดใส

                “อาคานิชิ จิน เราบอกให้ปล่อย ได้ยินไหม!” เซนเซตัวขาวสัมผัสได้ถึงความคุกรุ่นในอารมณ์ของคนตัวโต ความกลัวก่อเกิดขึ้นในใจจนทำให้คาเมะไม่สามารถโอนอ่อนผ่อนตามได้เหมือนทุกที

                “ตอบมาคาเมะ ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร!” จินโกรธ เขาโกรธอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะสามารถโกรธร่างที่กำลังสั่นอยู่ในอ้อมกอดได้มากขนาดนี้ เสียงผู้ชายที่รับโทรศัพท์ในห้องนอนส่วนตัวและมือถือของคาเมะเป็นเสียงเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัย คาซึยะราดน้ำมันลงบนกองไฟที่กำลังคุกรุ่นให้ลุกโพลงด้วยการกอดกับผู้ชายคนนั้นที่หน้าประตูบ้านของตัวเอง ถึงปากจินจะตั้งคำถามถึงผู้ชายคนนั้น แต่เอาเข้าจริงในนาทีนี้ถึงคาเมะจะอธิบายว่าผู้ชายคนนั้นเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นนรกหรือสวรรค์อะไรเขาก็ไม่มีแก่ใจจะสนใจเอาคำตอบอีกแล้ว

                “ปล่อยก่อนสิ จับไว้แบบนี้เราเจ็บนะ!”

                “แล้วจินล่ะ จินไม่เจ็บเหรอคาเมะ!” อาจารย์คนเก่งไม่ใคร่เข้าใจถึงความหมายของถ้อยคำที่ถูกตะคอกใส่หน้า แต่แววตาของจินในตอนนี้มีเพียงเปลวเพลิงของความโกรธขึ้งและความดุร้าย มือหนาบีบแรงๆ ที่ไหล่ราวกับต้องการบดให้กระดูกคาเมะแหลกเหลวไปใต้ฝ่ามือนั้น เด็กหนุ่มเจ็บจนน้ำตาคลอเบ้าแต่จินกลับไม่สนใจ

                “เราไม่เข้าใจ นายพูดเรื่องอะไร” คาซึยะพูดอย่างที่ใจคิดแต่สิ่งที่ได้รับกลับคืนคือรอยกดลึกที่มุมปาก สีหน้าของจินยามนี้น่ากลัวจนคาเมะอยากหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

                “ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าคุณทำแบบนี้ได้ยังไงเซนเซ”

                “เรา...ทำ อะ ไร” เสียงสั่นพร่าขาดเป็นห้วงๆ เพราะความเจ็บที่โหมทวีขึ้น ไม่มีจินชายหนุ่มน่ารักช่างอ้อนช่างเอาใจคนเดิมหลงเหลืออยู่อีกแล้ว จินคนนี้น่ากลัวจนคาเมะหวั่นว่าเขาจะต้านทานแรงอารมณ์ที่กำลังพัดโหมไม่ไหว

                “ทำอะไรงั้นหรือ นี่เห็นผมโง่มากเลยใช่ไหม!”

                “เราเปล่า” เสียงสั่นและแววตาที่บอกว่าไม่เข้าใจไม่ได้ช่วยเตือนสติของชายหนุ่ม ในหัวของจินมีเพียงภาพและเสียงของผู้ชายคนนั้นอยู่เต็มไปหมด อารมณ์รัก หึงหวง และความรู้สึกเป็นเจ้าของร่างบางทำให้จินไม่เหลือใจจะรับฟังเหตุผลใดๆ สิ่งเดียวที่เขาคิดออกในตอนนี้คือลบรอยของผู้ชายคนนั้นออกจากเรือนร่างคาเมะและประทับตราของเขาไว้แต่เพียงผู้เดียว ของๆ เขา คนรักของเขา ให้ตายจินก็ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเด็ดขาด

                “คุณเป็นของผม ทั้งร่างกายและหัวใจ คุณต้องเป็นสมบัติของผมแค่คนเดียวเท่านั้น...จำได้ไหมคาเมนาชิ คาซึยะ!” ลิ้นร้อนฉกเข้ารุกรานโพรงปากของคาเมะทันทีที่จินประกบริมฝีปากลงมา ปลายนิ้วแข็งแกร่งกระชากเนื้อผ้านุ่มด้วยแรงอารมณ์จนมันขาดวิ่น เสียงคาเมะร้องห้ามทันทีที่เสื้อตัวเล็กกลายเป็นเศษผ้าอยู่ในมือหนา มือบางยกขึ้นดันร่างหนาแต่จินกลับกระชากแล้วรวบบิดข้อมือเล็กทั้งสองของคาเมะไปซ่อนไว้ด้านหลังด้วยมือเดียว มืออีกข้างกดไหล่บางให้ร่างเล็กล้มลงบนพรมหนาของห้องนั่งเล่น คาเมะดิ้นรนขัดขืนแต่จินทาบทับคนรักไว้ด้วยร่างใหญ่ของตัวเอง คนตัวสูงไม่ได้ระวังเรื่องน้ำหนักตัวเหมือนทุกครั้ง ส่งผลให้เด็กหนุ่มหายใจระทวยด้วยความเหนื่อยอ่อนอยู่ใต้แผ่นอกหนา กลัวจับใจ

                “ผมจะตีตราคุณด้วยร่างกายของผม ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ลบออกไปไม่ได้ทั้งนั้น จำไว้!” แรงกดหนักหน่วงถูกฝังลงมาที่ปลายคางแหลม ฟันคมฝากรอยไว้แทบทุกจุดที่ลากผ่าน ไม่ลืมที่จะดูดกลืนขมเม้มไปที่ตุ่มไตสีสดสร้างแรงสั่นสะท้านให้เกิดกับร่างน้อยอย่างไม่ตั้งใจ คาเมะส่ายหน้าปฏิเสธปิดกลั้นเสียงร้องครางที่ปะปนกันทั้งความซ่านเสียวและหวาดกลัวไว้แค่ในคอ ร่างกายเหมือนจะทรยศต่อสัมผัสช่ำชองแต่จิตใจยังแน่วแน่กับการต่อต้าน

                จินไร้ซึ่งความอ่อนโยน ชายหนุ่มรุกรานเรือนร่างคนรักด้วยอารมณ์ดิบเถื่อนของความหึงหวง จิตฝ่ายต่ำอยู่เหนือการควบคุม มือร้อนกระชากกางเกงออกจากสะโพกเพรียวและแทนที่ด้วยความร้อนผ่าวที่เขาเฝ้าลูบไล้ผ่านเนื้อผ้าบางเบาของอาภรณ์ตัวสุดท้าย...วันนี้จินมาเพื่อทำลาย นักร้องหนุ่มฉีกทึ้งเสื้อผ้าของคาเมะออกไม่สนใจเสียงร่ำร้องของคนรัก แต่เลือกที่จะปิดกั้นด้วยรสจูบรุนแรง เคล้าคลึง ตะกรุมตะกรามจนกลีบปากบางบวมเจ่อต่อหน้าต่อตา

                เสียงครางแผ่วเบายังเล็ดลอดมาให้ได้ยิน คล้ายจะทรมานจากการกระทำรุนแรง ปลายนิ้วแข็งจึงปัดไปทั่วยอดอกทั้งสองข้างอย่างคนที่รู้ดีว่าควรจะปรนเปรอให้คนอ่อนเชิงรักยอมรับด้วยวิธีใด ียดไปทั่วยอดอกทั้งสองข้างเรียกงหมดหนทางสู้ มีเพียงหยาดน้ำใสที่ไหลซึมออกมาจากหางตาเท่านั้นที่บ่งบอกถึงความอัดอั้นภายในมใคร่ที่ถเมื่อเห็นว่าคาเมะดิ้นเร่าด้วยความพึงพอใจริมฝีปากได้รูปก็เหยียดยิ้ม เปลี่ยนเป็นลากไล้ไปทั่วโคนขาเพรียว ผิวเนื้อด้านในให้ความรู้สึกร้อนซ่านแค่แตะแผ่วเบาก็ราวกับจุดไฟฟ้าให้แล่นปราดไปทั่วร่าง คาเมะเบี่ยงตัวหลบหนีบต้นขาเข้าหากันแน่นเมื่อจินแสดงจุดประสงค์แน่ชัดถึงความต้องการ แต่คนเหนือกว่าแทรกเข่าข้างหนึ่งเบียดแยกเรียวขาคาเมะไว้ ก่อนจะแตะต้องช่องทางอ่อนนุ่มด้านหลังด้วยปลายนิ้วที่กดลึกเข้าหาความอบอุ่นภายใน เสียงแหลมร่ำร้อง ร่างบางสั่นสะท้านกับการรุกล้ำอย่างที่ไม่เคยได้รับ ผิวขาวเป็นสีแดงจัดช่วยโหมกระหน่ำความต้องการของชายหนุ่มให้พุ่งสูง จินทอดเวลารอร่างเล็กพร้อมเพียงไม่นานก็กัดฟันดึงมือออกจากความอบอุ่นของเนื้อตัวขาวผุดผาดเพื่อปลดเปลื้องกางเกงผ้าเนื้อหนา และโดยไม่รอให้คนตัวเล็กได้ตั้งตัวความแข็งขึงก็แทนที่ปลายนิ้วแกร่ง ซอกเนื้อของคาเมะร้อนผ่าวบีบรัดความใหญ่โตของจินเข้าสู่ภายในร่างทั้งร่างสั่นไหวต้อนรับความรู้สึกสุขสมอันแสนซ่านซ่าที่รุกไล่จากปลายเท้าจนถึงปลายนิ้วมือ

                เรือนร่างสูงใหญ่สั่นเทาไม่แพ้ร่างเล็กที่อยู่ด้านล่าง

                รอยยิ้มร้ายกาจถูกจุดขึ้นบนริมฝีปากสีสด

                จินผ่อนลมหายใจผะแผ่วเมื่อสามารถนำคนรักมาถึงจุดหมายปลายทางของความสุขได้สำเร็จ

                เสียงครางแหบสั่นเป็นเพียงสิ่งสุดท้ายที่เด็กหนุ่มตัวขาวจดจำได้ และถึงแม้จิตใต้สำนึกจะไม่ยินยอมพร้อมใจกับการหลอมรวมอันแรงร้อนแต่คาซึยะกลับพ่ายแพ้ต่ออารมณ์พิศวาสและความใคร่อย่างหมดหนทางสู้ มีเพียงหยาดน้ำใสที่ไหลซึมออกมาจากหางตาเท่านั้นที่เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความอัดอั้นภายใน

 

 

                กลิ่นหอมหวานและความเย็นชื้นที่แตะแต้มไปตามผิวเนื้อช่วยดึงคาเมะให้ตื่นจากการหลับใหล สัมผัสละมุนบนผิวแก้มเนียน ซอกคอ ลาดไหล่ลากไล้ไปถึงกลางลำตัวรุกต่ำถึงโคนขาและปลายเท้าทำให้ร่างน้อยสั่นสะท้าน ทว่าเปลือกตายังหนักเกินกว่าจะสามารถยกขึ้นมองว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เนื้อตัวคาเมะร้าวระบม เท่าๆ กับที่จิตใจก็บอบช้ำ เด็กหนุ่มอยากให้ทุกอย่างเป็นเพียงแค่ความฝัน ความฝันที่แสนโหดร้าย น่ากลัวและทรมาน ความรู้สึกปวดหนึบและหนักหน่วงในจิตใจรั้งให้สติจมดิ่งลงสู่ห้วงฝันที่เต็มไปด้วยความสับสนอีกครั้ง

                ทว่า...แม้แต่ในความฝันคาเมะก็ยังนอนหลับอยู่ภายใต้อ้อมกอดของอาคานิชิ จิน

 

 

                เสียงครางเครือที่ต่อให้พยายามให้เบาแสนเบาแต่มันก็ยังเล็ดลอดออกจากริมฝีปากบางอยู่ดี และเมื่อมันหลุดรอดออกมาจากลำคอแล้วเสียงนั้นก็ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ต้องกระชับอ้อมกอดรัดร่างคนรักเข้าหากกกอดจนร่างเล็กจมลึกลงสู่อกกว้าง จินพยายามแล้ว...แต่ไม่ว่าทำเท่าไรหรือกอดคาเมะแน่นแค่ไหนเสียงสะอื้นและหยาดน้ำใสก็ไม่ยอมเลือนหายไปเสียที

                “คาเมะ อย่าร้องไห้นะ จินขอโทษ” คาเมะเบือนหน้าหนีพยายามดึงตัวเองออกห่างอย่างไร้หนทาง เมื่อคนตัวโตกว่ายังไม่ยอมปลดล็อคที่รัดแน่น

                “ที่รัก จินเสียใจ จินขอโทษ หยุดร้องไห้เถอะ” น้ำตาและเสียงสะอื้นของคาซึยะที่ไม่เคยคิดว่าจะมีโอกาสได้เห็นส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนของเส้นเลือดรวมไปถึงการเต้นของหัวใจที่ดูเหมือนจะผิดจังหวะไปเสียหมด น้ำตาที่มาจากการกระทำของตัวเอง นี่เขาทำเรื่องโหดร้าย เลวทราม ต่ำช้ากับคนรักได้อย่างไรกัน

                “ฉันเกลียดนาย ได้ยินไหม ฉันเกลียดนายมาก!...หื่อ....” จินเก็บกลืนคำว่าเกลียดด้วยริมฝีปากของตัวเอง จูบละมุนคลึงเคล้าผิวเนื้ออ่อนหวานด้วยความอบอุ่นอ่อนโยนทั้งหมดเท่าที่จะสามารถทำได้ ราวกับต้องการเยียวยากลีบเนื้อแห้งผากปริแตกด้วยปลายลิ้นร้อนของตัวเอง นักร้องชื่อดังจูบจนคาเมะสั่นไปทั้งร่างจึงผละออกเพื่อกระซิบถ้อยคำวอนขอ

                “จินขอโทษ ขอโทษร้อยครั้งพันครั้ง จะให้คุกเข่าตรงนี้จินก็ยอมแต่อย่าพูดว่าเกลียด อย่าพูดเลยนะ” เสียงทุ้มสั่นพร่าเกินควบคุม แต่คาเมะมองผ่าน ทำกับเขาขนาดนั้นแล้วคิดว่าแค่ขอโทษสองสามคำจะทำให้คาเมะยกโทษให้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ

                “หลบไป” คาซึยะกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง แม้คราบน้ำตาจะยังเปรอะเปื้อนแต่เด็กหนุ่มก็ใช้หลังมือปาดทิ้งอย่างลวกๆ เตรียมพร้อมลุกขึ้นจากเตียงหากแรงรัดจากวงแขนแกร่งยังไม่ยอมคลายออก

                “อาคานิชิ ฉันบอกให้หลบไป!” สุ้มเสียงเย็นชายิ่งสั่นคลอนความเชื่อมั่นของคนทำผิดให้ลดต่ำลง จินยอมรับว่าเขาไม่ใคร่ชอบวิธีการนิ่งเงียบและเฉยชาของคาซึยะเอาเสียเลย

                “คาเมะ จะให้จินทำอะไรก็ได้ แต่อย่าโกรธกันเลยนะ”

                “ดีจริงนะ นายทำกับฉันขนาดนั้นยังมีหน้ามาขอร้องไม่ให้โกรธอีกเหรอ นายมันทุเรศที่สุด!” คาซึยะไม่เคยเห็นสีหน้าหม่นเศร้าของชายหนุ่มเหมือนเช่นครั้งนี้ เท่าๆ กับที่คาเมะเองก็ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างรุนแรงและหยาบคายเช่นค่ำคืนที่ผ่านมา ความเจ็บปวดของคนตรงหน้ายังไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่เขารู้สึกด้วยซ้ำ

                “จินขอโทษ แต่จิน...จินไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคาเมะจริงๆ นะ” คาซึยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ตวัดสายตามองคนที่ยังก้มหน้านิ่งแต่มือหนึ่งรัดเอวเขาไว้ไม่ยอมปล่อยรู้สึกสาแก่ใจนัก

                “ไม่ได้ตั้งใจ แล้วนายคิดจะทำอะไรล่ะ ใช้กำลังกับคนที่อ่อนแอกว่า เห็นฉันไม่มีทางสู้เลยคิดจะข่มเหงยังไงก็ได้อย่างนั้นใช่ไหม” ถ้อยคำตอกย้ำถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนที่จินปฏิบัติเสียดแทงใจคนฟังได้ดีนัก ชายหนุ่มเก็บกลืนก้อนแข็งที่มาจ่อรอที่ลำคอแต่เสียงที่เอ่ยออกมาก็ยังสั่นพร่าให้หัวใจคนฟังอดที่จะวูบไหวไม่ได้อยู่ดี

                “จินยอมรับผิดทุกอย่าง คาเมะจะลงโทษยังไงก็ได้ ขอแค่อย่าเกลียด อย่า...อย่าทิ้งจินไปได้ไหม....” นักร้องหนุ่มคุกเข่าลงกับเบาะนุ่มรัดร่างขาวเข้าแนบอกกดปลายคางไว้กับไหล่เล็ก พยายามอย่างหนักที่จะไม่แสดงความอ่อนแอออกมาแต่คาซึยะก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของร่างหนา เท่านั้น...หัวใจดวงเล็กก็คล้ายจะปลิดปลิวออกจากร่าง

                “จินขอโทษที่ทำร้ายคาเมะ แต่จินกลัว กลัวจะถูกแย่งความรัก กลัวว่าจะเสียคาเมะไปให้คนอื่น” ชายหนุ่มเว้นจังหวะเพื่อระงับอารมณ์อ่อนไหวที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในอก

 


                 “คาเมะ จินกลัว...กลัวว่าคาเมะจะไม่รักจินเหมือนที่จินรักคาเมะอยู่ตอนนี้!”

 


                 ละอองจากหยดน้ำเย็นเฉียบหล่นกระทบแผ่นหลังเล็กที่ถูกเปิดเปลือยไว้บางส่วน อ้อมกอดของจินยังอบอุ่นและแน่นหนาเหมือนทุกๆ ครั้ง แม้จิตใจของชายหนุ่มจะอ่อนไหวจนคาเมะรู้สึกได้ เด็กหนุ่มไม่คุ้นชินกับอารมณ์สดใหม่ที่จินเพิ่งจะเปิดเผยออกมาว่าตัวเองก็มีมันซุกซ่อนไว้เช่นกัน...ความหวาดกลัวว่าจะสูญเสียความรักในครั้งนี้ไป คล้ายๆ กับที่คาเมะเคยเผชิญกับมันอยู่บ่อยครั้ง

                เป็นไปได้ไหมที่ความเจ็บปวดจากร่างหนาสามารถส่งผ่านมายังร่างเล็กด้วยเช่นกัน หัวใจคาเมะถึงได้ปวดแปลบราวกับมีเข็มสักพันเล่มคอยทิ่มแทงอยู่ในตอนนี้ มันไม่สำคัญอีกแล้วว่าใครจะเป็นฝ่ายทำร้ายใคร ในเมื่อต่างก็เจ็บปวดด้วยกันทั้งคู่ เด็กหนุ่มตระหนักถึงความจริงข้อนี้ มือบางจึงสอดรัดแผ่นหลังกว้าง ร่างสูงเกร็งรับสัมผัสปลอบประโลมของเซนเซคนดีราวกับไม่แน่ใจว่าตนสมควรได้รับมันหรือไม่

                คาซึยะมีเพียงสัมผัสคอยบอกเล่าทุกความคิดที่อยู่ในใจ เด็กหนุ่มไล้มือไปทั่วแผ่นหลังกว้าง รอเวลาคนรักปรับอารมณ์ให้กลับสู่สภาพปกติด้วยความใจเย็น ความโกรธขึ้งดูจะค่อยๆ เลือน หายไปพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนของร่างสูง เซนเซคนเก่งทอดเวลาอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นเนิ่นนาน จนกระทั่งจินเป็นฝ่ายรั้งไหล่เล็กให้ออกห่าง แตะปลายคางให้คาเมะเงยขึ้นเผชิญหน้ากับดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่ทอแสงอ่อน ไม่วิบวับ หรือทอประกายระยับเหมือนทุกที

                “จินรักคาเมะนะ รักมากจริงๆ” คาซึยะแตะมือลงกับแนวกรามบึกบึน พยักหน้าก่อนจะยืนยันด้วยคำพูดเรียกความมั่นใจให้ชายหนุ่มได้เล็กน้อย

                “อืม รู้แล้ว”

                “อย่าเกลียดจินได้ไหม” เด็กหนุ่มพยักหน้าแทนคำพูด

                “อย่าทิ้งจินไปนะ” คราวนี้คาเมะก้มหน้าต่ำอุบอิบรับคำ

                “ก็ไม่ได้จะไปไหนสักหน่อย” รอยยิ้มกว้างแตะแต้มที่ใบหน้าคมเข้ม คาซึยะเห็นแล้วก็ต้องแอบยอมรับกับตัวเองว่าเขาชอบเวลาจินยิ้มอ้อนมากที่สุดแล้ว และพอคาเมะเผยอริมฝีปากจะพูดบ้างคนตัวโตก็กดจูบลงทาบทับกลีบปากบางหวานฉ่ำด้วยความอ่อนโยน แทะเล็ม หยอกล้อ และยั่วเย้าเนิ่นนานจนลมหายใจคาเมะขาดห้วงนั่นแหละจึงยอมเลื่อนจูบไปหาแก้มเนียน ปลายจมูกเชิดรั้น เปลือกตาบางและหน้าผากเกลี้ยงเกลา พอทำท่าจะวกกลับมาหากลีบเนื้อสีสดคาเมะก็รีบร้องห้ามเสียงหลง

                “อื้อ...พอแล้ว เรามีอะไรจะพูด” จินไม่ได้ดื้อดึง ชายหนุ่มพึงพอใจกับสรรพนามที่คาเมะกลับมาใช้แทนตัวอีกครั้ง

                “ว่าไงครับ” ย้ำคำถามเมื่อเห็นว่าคาเมะยังเงียบ คนตัวขาวผ่อนลมหายใจผะแผ่วก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดในสิ่งที่คิดไว้

                “สัญญาได้ไหมว่าจะ...จะไม่ทำแบบเมื่อคืนนี้อีก” จินร้าวลึกในอก แม้ไม่ได้ตั้งใจแต่เขาก็ฝากแผลให้กับร่างบางอย่างไม่น่าให้อภัย “สัญญาด้วยเกียรติ ด้วยเลือดเนื้อ ด้วยลมหายใจของจินว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีก”

                “ไม่ว่าจะโกรธมากแค่ไหน?” เขารู้ว่าความโกรธจากอารมณ์หึงหวงมันสามารถลุกฮือได้ง่ายยิ่งกว่าไฟป่า แต่จินก็มั่นใจว่าบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้เขาเรียนรู้ที่จะยับยั้งชั่งใจได้(บ้าง)มากขึ้น

                “ไม่ว่าจะโกรธมากแค่ไหน จินก็จะไม่ทำร้ายคาเมะอีก สัญญา” มือหนากอบกุมมือเล็กกดจูบผนึกคำสัญญาให้คาเมะเก็บไว้

                “คราวนี้ขอถาม”

                “ถามว่าไงครับ...” คาเมะเรียบเรียงคำถามอยู่ในหัวแล้วจึงตัดสินใจถามออกมาตรงๆ

                “เมื่อคืนนี้โกรธอะไร” จินเกือบจะหลงลืมสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาหน้ามืดเพราะความหึงหวงไปเสียแล้ว แต่พอถูกถามอย่างตรงไปตรงมานักร้องหนุ่มก็ชักออกอาการตึงๆ แต่พองาม

                “คาเมะต้องตอบมาก่อนว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร” คาซึยะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองเดาไว้คงไม่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงมากนัก ยิ่งได้รับคำยืนยันเป็นสุ้มเสียงทุ้มต่ำที่เริ่มออกอาการเอาแต่ใจคาเมะก็ยิ่งกว่ามั่นใจ

                “มัตสึโมโต้ จุน ...เป็นพี่ชาย” คาเมะเชิดหน้าท้าทายให้อีกฝ่ายตอบคำถามที่ตนทิ้งค้างไว้ก่อนหน้านี้ แต่จินดูเหมือนจะถูกคำตอบของคาเมะกระแทกกลางแสกหน้าอย่างแรงจนพูดไม่ออก สีแดงเข้มพาดผ่านโหนกแก้มสูง เห็นกันชัดๆ ว่านักร้องหนุ่มไม่ได้นึกถึงความเป็นจริงข้อนี้เลย

                “พี่ชาย!”

                “อื้อ พี่ชาย” อาจารย์คนเก่งกำหมัดแน่นอยู่ใต้ผ้าห่มที่ยังพันตูอยู่กับร่างของคนทั้งสอง คาเมะกำลังรอคอยโอกาสเหมาะๆ ในการเอาคืนร่างสูงตรงหน้า

                “คาเมะไม่เห็นเคยบอกเลยว่ามีพี่ชาย...จินนึกว่า โอ้ย! คาเมะ จินขอโทษ” ไม่ต้องรอให้จำเลยยืนยันการกระทำด้วยคำพูดทั้งหมด แค่เพียงกึ่งหนึ่งคาเมะก็สามารถตีความหมายได้ไกลลิบ หมัดนั้นเลยวางอย่างประณีตลงบนแก้มข้างซ้ายพอดิบพอดี ตามติดมาด้วยกำปั้นที่ชกไปทั่วอกกว้าง

                “ผิดนัดกับเค้าก่อนแล้วยังจะมีหน้ามาโกรธ มาเข้าใจผิดอีกเหรอ คิดว่าเราเป็นคนยังไงกัน หา ไอ้คนบ้า!”

                “โอ้ย จินไม่รู้นี่ ก็เค้ารับโทรศัพท์ในห้องนอนคาเมะ แล้วยังรับมือถืออีก แถมคาเมะยังมายืนจูบหมอนั่นที่หน้าบ้านอีก จินก็นึกว่า...โอ้ย เจ็บ!...”

                “ดีเลย เจ็บมากๆ เจ็บให้ตายไปเลย คนเขาเป็นพี่น้องกันก็ยังจะคิดอกุศลได้”

คาซึยะโถมร่างเข้าหาด้วยความกรุ่นโกรธโดยหลงลืมไปว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่เสียเปรียบฝ่ายตรงข้ามมากนัก เด็กหนุ่มไม่ได้สังเกตสักนิดว่านักร้องคนดังกำลังยิ้มกว้างอ้าแขนออกรับร่างคาเมะอย่างไม่เกรงกลัวต่อความเจ็บปวด พริบตาเดียวร่างบางก็ตกอยู่ภายใต้อกอุ่นโดยจินใช้สองแขนยันเบาะนุ่มรับน้ำหนักของตัวเองไว้แต่ก็กักขังไม่ให้คาเมะดิ้นหนีไปไหนได้อีก

                “จะทำอะไรน่ะ จิน ไม่เอานะ ฮื้อ!...” กว่าจะรู้ตัวก็ช้าเกินไปเสียแล้ว จูบดูดดื่มถูกส่งผ่านมายังกลีบเนื้อนิ่ม ลิ้นร้อนฉกเข้าช่วงชิงความหอมหวานอย่างไม่รู้เบื่อ พอๆ กับมือหนาที่ลากไล้แผ่วเบาลงไปหาเรือนร่างยวนยั่วใจ คลึงเคล้นไปทุกจุดอย่างคนรู้ดีว่าตรงไหนบ้างที่สามารถสร้างความพึงพอใจได้มากที่สุด ผลก็คือเสียงครางยาวที่ดังมาจากลำคอเซนเซคนเก่ง ร่างเล็กแอ่นขึ้นมอบเรือนร่างให้ปากและลิ้นร้ายกาจด้วยความเต็มใจ ไฟเสน่หาถูกจุดให้ลุกพรึ่บอย่างรวดเร็ว แต่จินกลับพอใจเพียงแค่การเล้าโลมร่างคนรักด้วยมือและปากที่ทำงานสอดประสานกันได้อย่างลงตัว

                “ถ้าจินทำแบบนี้คาเมะชอบไหม” เสียดสีต้นขาแกร่งเข้ากับกลางลำตัวคาเมะ ในขณะที่ริมฝีปากยังประกบติดกันไม่ยอมห่าง คาเมะตอบรับคำถามและความเร่าร้อนนั้นด้วยการจิกปลายเล็บลงกลางแผ่นหลังกว้างก่อนจะลากเป็นทางยาวจนถึงช่วงเอวสอบ

                “คาเมะชอบ...” เอ่ยเสียงพร่าด้วยความยินดีแล้วจึงครอบครองเม็ดสีชมพูด้วยริมฝีปากร้อนผ่าว คาเมะงับฟันคมลงบนมือหนาที่หยิบยื่นให้อย่างไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บเพราะตอนนี้คาเมะเองก็รวดร้าวไปหมดทั้งร่างแล้วเช่นกัน แต่จินยังทรมานคนรักด้วยการลากลิ้นไล้ชิมไปทั่วแผ่นท้องแบนราบ แอ่งสะดือเล็ก พอจะขยับลงต่ำกว่านั้นคาเมะก็เบี่ยงตัวหลบด้วยความกระดาก จินเลยได้กดจูบรุกเร้าทั่วแผ่นหลังเล็กแทน

                ความอดทนของชายหนุ่มที่มีต่อเรือนร่างเย้ายวนช่างน้อยนิดนัก เมื่อเขาสำรวจซุกไซร้ด้านหลังของคาเมะจนถ้วนทั่ว เพียงไม่นานก็ต้องยอมแพ้พลิกร่างให้คาเมะกลับมาเติมเต็มความว่างเปล่าของกันและกันด้วยความแนบชิดที่เป็นไปอย่างเนิบช้า แผ่วเบา แต่สุขสมยิ่งกว่าครั้งใด หยาดน้ำใสซึมผ่านหางตาเรียวอีกครั้ง แต่ครานี้มันมาจากความหวานชื่น อบอุ่น และแสนอ่อนโยนที่ร่างสูงมอบให้

 


                สองร่างหลับยาวต้อนรับเช้าวันใหม่อยู่ภายใต้อ้อมกอดของกันและกัน...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

--------------

 

 

 

ตอนนี้มาแบบมึนๆ งงๆ(เพราะคนแต่งกำลังโดนฤทธิ์ยาเล่นงาน) มั่นใจมากว่าระหว่างที่อ่านหลายคนคงร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า "นั่นไง(กรู)ว่าแล้ว..." ว่าแล้วว่ามันไม่พ้นรักต้องปล้ำแน่ๆ(หัวเราะ) ไม่มีคำแก้ตัวแทนค่ะ เพราะไ้อ้บ้าจินพูดไปหมดแล้ว(เล่นกันง่ายๆ เลยทีเดียว) ตอนนี้ไม่กล้าเซ็นเซอร์เลยเพราะถ้าตัดไปจะเสียบรรยากาศมาก(ต้องขอโทษเด็กน้อยและผู้ปกครองที่ผ่านเข้ามาเจอด้วยนะคะ TT) แต่ไม่ว่ายังไงสุดท้ายแล้วไอ้พี่จินก็ยังแพ้ทางคาเมะอยู่ดี รักมาก หึงมาก หวงมาก เพ้อมาก คลั่งด้วย สรุปคือเป็นทุกอย่าง ให้หล่อล่ำ(หรอ?) มาดดี โด่งดัง มั่นอกมั่นใจแค่ไหนไอ้พี่จินมันก็แพ้คนรักตัวขาวของมันอยู่ีดี...ฮี่ๆ

 

รักพี่จินให้มากๆ นะคะทุกคน...ส่วนคาเมะจังเดี๋ยวเ้ค้าจัดให้พี่จินเอ็นดูเองทุกคนไม่ต้องห่วงเนะ ^^

 

Popsical_Kwan

 23-Jan-2011 

 

 

 

 

edit @ 24 Jan 2011 01:34:08 by Popsical_Kwan

Kiss x No. 03

posted on 21 Jan 2011 16:48 by popsical-kwan

 

 

 

 

 

The wedding

 

 

 

                คาซึยะวางมือจากเอกสารที่ใช้เวลาคร่ำเคร่งกับมันมาตลอดช่วงเช้า ข้อสอบวัดความรู้ปลายปีของนักศึกษาถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเมื่อเสียงกริ่งสัญญาณหน้าประตูดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิ้วบางขมวดมุ่น เขาไม่ได้นัดใครไว้แล้วใครกันที่กำลังกดกริ่งอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ตอนนี้

                “คาเมะ ช่วยเราด้วย!”

                “ฮิโระ มีอะไร ทำไม...” คอลัมนิสต์เพื่อนสนิทบุกมาถึงบ้านโดยไม่บอกกล่าวไม่พอ เจ้าตัวยังทำหน้ายุ่งเหยิงบ่งบอกว่าหงุดหงิดอย่างที่สุด “คาเมะทำอะไรอยู่ ว่างใช่ไหม”

                “เกิดอะไรขึ้น จะมาทำไมไม่โทรมาก่อน”

                “ไม่ทันจริงๆ กระทันหันมากๆ คาเมะว่างหรือเปล่าวันนี้...ว่างใช่ไหม ไอ้จินมันบอกว่าคาเมะยังไม่เปิดเทอม” ฮิโรกิพาตัวเองเข้ามายืนอยู่กลางห้องโถงที่คาเมะใช้เป็นส่วนรับแขก จากนั้นผู้มาเยือนก็เร่งรัดถามคำถามแล้วก็รวบรัดตอบเสียเองเสร็จสรรพ

                “ก็ไม่เชิงว่าว่างเสียทีเดียวหรอก มีงานที่ต้องส่งอาจารย์ตอนเปิดเทอมแล้วก็ต้องทำความสะอาดบ้านด้วย”

                “ด่วนไหม”

                “อืม...ก็ไม่ด่วน ทำไปเรื่อยๆ มากกว่า”

                “งั้นดีเลย ไปด้วยกันหน่อยได้ไหม เราอยากได้เพื่อน”

                “ไปไหน”

                “งานเลี้ยงแต่งงานโปรดิวเซอร์ในค่ายน่ะ คาเมะก็น่าจะรู้จักนะ โอโนะซังไง” คาเมะมองเพื่อนรักเดินนำเข้าสู่ส่วนของห้องนอนพร้อมกับก้าวตาม ฮิโรกิพูดจารวดเร็วและรวบรัดตัดเข้าใจความอย่างไม่ยอมให้เสียเวลา

                “ก็รู้จักเพราะเคยเป็นนักร้องวงที่ชอบแต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวนี่…นั่นจะทำอะไรน่ะฮิโระ” คาซึยะมองฮิโระลงมือคุ้ยกระเป๋าใบเก่งของตัวเองที่ถือติดมือเข้ามาด้วยความงุนงง

                “งานจะเริ่มอีกสองชั่วโมง เราต้องพยายามทำให้ตัวเองพอดูได้ก่อน”

                “อย่าบอกนะว่าจะไปงานเลี้ยงแต่งงานด้วยชุดนี้” คาเมะร้องถามกวาดสายตาไปทั่วร่างเพรียวบางที่วันนี้อยู่ในชุดกางเกงยีนส์เสื้อยืดและโค้ทยาว

                “ทำไม ไม่ได้เหรอ คือจริงๆ เราก็ไม่ได้เชิงว่าจะไปในฐานะแขกหรืออะไรหรอกยังไงก็ต้องไปทำงานอยู่แล้ว แต่งยังไงก็คงไม่เป็นไรมั้ง” แม้สีหน้าจะไม่ได้ ไม่เป็นไร อย่างที่พูด แต่ฮิโรกิก็ยังพยายามกับการใช้สองมือรีดชุดที่เริ่มยับย่นให้ดูดีอย่างยากลำบาก

                “เดี๋ยวก่อน ฮิโระไม่รู้ล่วงหน้าหรือว่าต้องไปงานนี้ ทำไมดูเหมือนไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย” ฮิโรกิหยุดมือที่กำลังพยายามจัดทรงผมให้เข้ารูปเข้ารอยก่อนจะนั่งลงบนเตียงนุ่ม

                “ลืม เพิ่งนึกได้เมื่อสิบห้านาทีที่แล้วนี่เอง” นึกได้เพราะมีคนโทรมาเตือนซ้ำยังกำชับหนักแน่นว่าต้องไปงานนี้ให้ได้ ยังไงก็ห้ามพลาด “เอาละๆ ยอมแพ้แล้ว คาเมะช่วยหน่อยสิ ช่วยหาอะไรให้เราใส่หน่อย ไม่ต้องเนี๊ยบมากแค่พอดูดีกว่าไอ้ชุดนี้ได้ไหม”

                “นึกว่าจะใส่ชุดนี้ไปจริงๆ งานเป็นทางการมากไหม”

                “คิดว่าไม่น่าจะนะ โอจังคงไม่เชิญใครมากนัก นักข่าวก็คงไม่มากด้วย...คาเมะไปด้วยกันหน่อยสิ นะ นะ” คาซึยะมองมือที่จับแขนเขาเขย่าไม่ต่างจากเด็กห้าขวบแล้วก็ได้แต่ถอนใจ “แต่เราไม่รู้จักใครนะ อีกอย่าง ฮิโระบอกว่าจะไปทำงานแล้วเราจะไปทำไมละ เกะกะเปล่าๆ”

                “หงื่อ...คาเมะอ่ะ ไปด้วยกันนะ นะ เราไม่ค่อยชอบงานเลี้ยงพวกนี้คาเมะก็รู้ ต้องไปเดินอยู่คนเดียวมันเปิ่นๆ แปลกๆ อ่ะ” เจ้าของบ้านมองใบหน้าที่เริ่มซับสีแดงระเรื่อแล้วก็ได้แต่ถอนใจ

                “โอเค แต่มีข้อแม้ว่าต้องใส่ชุดที่เราเลือกให้นะ” ฮิโรกิลิงโลด คอลัมนิสต์คนเก่งพยักหน้ารับคำทันทีที่ได้ยินประโยคตอบรับของเพื่อน คาซึยะยิ้มเยือนร่างเล็กเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ ไม่ต้องใช้เวลามากมายสำหรับการรื้อค้นชุดที่ต้องการ

                ฮิโรกิทำตาโตเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของเพื่อนชัดเจน เชิ้ตสีชมพูอ่อนเกือบขาวพร้อมเนคไทสีเดียวกันถูกยื่นมาตรงหน้า คาซึยะยิ้มบาง เดาปฏิกิริยาของฮิโระไม่ผิดไปสักนิด ตัวห้าวแบบนี้น่ะไม่เคยหรอกจะเลือกสีอ่อนๆ สวมใส่ ทั้งที่ใส่แล้วออกจะเสริมให้ยิ่งดูดี พอคอลัมนิสต์อ้าปากจะปฏิเสธเสียงใสแต่เข้มงวดก็กดต่ำ

                “ชุดนี้...หรือไม่ก็ไปงานนี้ คนเดียว!”

 .

 

 
 
.

 

                “ทำไมเราต้องใส่ชุดหวานแหววสุดๆ ในขณะที่คาเมะได้ใส่สูทเท่ๆ แทนละ” ฮิโรกิยังบ่นอุบอิบดวงตาคู่หวานคอยเหลือบมองเพื่อนที่นั่งประจำที่นั่งข้างคนขับด้วยอารมณ์ที่ไม่คงที่ คาซึยะอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนที่ถูกคลุมทับด้วยสูทพอดีตัว แต่แอบเท่ด้วยกางเกงขายาวสีดำดูเรียบง่ายแต่ก็เป็นทางการมากพอสำหรับงานเลี้ยงแบบกันเองในสวนเล็กๆ

                “มีหวังโดนแซวตั้งแต่หน้างานแน่เลย เปลี่ยนกันได้มะ” ประโยคเดิมๆ ถูกปฏิเสธด้วยยิ้มซื่อ คนขับทำหน้างอลดทอนความสวยงามของชุดที่ใส่ และยิ่งหนักข้อขึ้นเมื่อเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กดังแทรกเสียงเพลงภายในรถ ฮิโระเหลือบมองในชั้นแรกพอเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอก็แสร้งทำเมินทว่าสายตาแห่งความสงสัยจากคนที่นั่งอยู่ข้างกันทำให้ต้องหยิบหูฟังขึ้นมาเสียบแล้วกดรับสายในที่สุด

                “ฮิโระพูด”

                (อยู่ที่ไหน ออกมาหรือยัง)

                “อยู่ระหว่างทางครับ...”

                (ผมกำลังจะถึงละ งั้นเดี๋ยวรอเข้างานพร้อมกันละกัน)

                “ไม่ต้อง นายเข้าไปก่อนเลย เรามากับคาเมะ”

                (โอ้ พาเพื่อนสนิทมาด้วยหรือ ดีเลย อีกนานไหมกว่าจะถึง)

                “คงไม่เกิน 10 นาที”

                (โอเค งั้นผมจะรอ)

                “ไม่ต้อง...” ประโยคสุดท้ายฮิโรกิพูดอยู่กับเสียงสัญญาณโทรศัพท์เพราะคนโทรมากดวางสายไปทันทีที่บอกความประสงค์เสร็จสิ้นลง คนที่มุ่ยอยู่แล้วยิ่งหงุดหงิด จุนโนะสุเกะจะเอาอะไรกับเขานักหนา ยิ่งเดินกับหมอนั่นมันก็ยิ่งเด่นไม่ใช่หรือไง ฮิโระไม่อยากเด่นสักหน่อย

                “ใครโทรมาหรือ”

                “คนสติไม่ดีน่ะ อย่าสนใจเลย คาเมะหิวไหม” รู้ทั้งรู้ว่าถูกเปลี่ยนเรื่องแต่คาซึยะก็ยังยิ้มพร้อมส่ายหน้าเป็นคำตอบ มองฮิโรกิกัดปาก

                “ดูฮิโระอารมณ์ไม่ดีเลย งานเยอะหรือ” แม้อารมณ์กรุ่นขุ่นเคืองจะยังมีอยู่เต็มเปี่ยมแต่พอถูกเสียงอ่อนของคนหน้าใสร้องถามฮิโรกิก็บอกให้ตัวเองลดภาวะความหงุดหงิดลงจนเหลือแค่ฝุ่นควันจางๆ “ขอโทษที เราอารมณ์ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ”

                “เรื่องงานหรือ”

                “ก็ไม่เชิงหรอก แค่ไม่ค่อยอยากมางานวันนี้น่ะ”

                “ทำไมล่ะ ฮิโระมีงานอื่นต้องทำหรือว่า...”

                “ทำนองนั้นล่ะ ช่างเถอะถึงไงนี่ก็งานที่ต้องทำอยู่ดี แต่ว่านะ เราใส่ชุดนี้มันไม่แหววเวอร์ไปหน่อยหรือ” คาซึยะหัวเราะเต็มเสียงให้กับความกังวลของคอลัมนิสต์ประจำค่ายดัง

                “ไม่นะ เชื่อเถอะพออยู่ในงานก็จะกลืนไปกับคนอื่นๆ เองละ อย่ากังวลเลยฮิโระ”

                “แต่ว่า...โอ๊ะ...เจ้าพวกนั้นมาถึงพอดีเลย โชคดีจริงๆ ที่เรามาช้ากว่า” ฮิโรกิหักพวงมาลัยรถเลี้ยวเข้าบริเวณงานที่เนรมิตสวนเล็กๆ ให้กลายเป็นงานเลี้ยงน้ำชาหลังพิธีแต่งงานได้อย่างน่ารัก ตลอดเส้นทางของถนนที่ปูด้วยหินสวยมีซุ้มดอกไม้สีขาวเป็นระยะ ลานจอดรถถูกแยกไว้อีกฟากของสวน ทว่าเหล่าคนดังที่มาร่วมงานส่วนใหญ่จะมีคนขับรถมาด้วยจึงไม่ต้องเสียเวลาในการหาที่จอด เพียงแค่เทียบรถตรงหน้างานก็จะมีพนักงานคอยเปิดประตูให้คนดังทั้งหลายได้เดินโฉบไปบนพรมแดงสู่สวนสวย จังหวะที่ฮิโระพาคาเมะลัดเลาะมาตามทางเดินกลุ่มศิลปินของค่ายก็มาถึงพร้อมแสงแฟลชและเสียงกดชัตเตอร์ดังระรัวจากสำนักข่าวที่คัดเลือกแล้ว คาซึยะมองผู้ชายกลุ่มใหญ่ในชุดสูทสากลที่ต่างแบบออกไปสำหรับแต่ละคน ทว่าคนที่จับตาเขาไว้ได้มากที่สุดก็คือคนที่ตัวสูงที่มากับสูทแนวแบดบอย แผ่นหลังที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเหยียดตรง ช่วงบ่ากว้างที่อยู่ภายใต้สูทเนื้อดียิ่งเสริมให้จินโดดเด่น ทรงผมปัดปิดดวงตาข้างหนึ่งส่งให้ใบหน้าคมหล่อเหลา ร่างสูงกระชับสาบเสื้อเข้าหากันหลังจากก้มหัวทักทายสื่อมวลชนและรุ่นพี่ในวงการ หน้าปัดนาฬิกาเรือนใหญ่ถูกแสงแดดส่องกระทบจนเกิดประกายวาววับ คาเมะเห็นแล้วก็ได้แต่กลั้นรอยยิ้มไว้ เขายืนอยู่ด้านหลังทั้งกลุ่มในระยะที่ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลจนเกินไปทว่ายังไม่มีใครสักคนสังเกตเห็น

                “เดี๋ยว...ฮิโระไม่เห็นบอกเลยว่าพวกนั้นก็มางานนี้ด้วย”

                “เอ๋!” ฮิโรกิงงกับประโยคคำถามกึ่งต่อว่าของเพื่อน แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองมัวแต่รีบร้อนเลยไม่ได้แจ้งรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมด

                “เออ เราก็ลืมบอกไป ทำไม ไม่อยากเจอจินเหรอ” คาเมะส่ายหน้าเป็นคำตอบแต่จำต้องดึงมือเพื่อนรักไว้อีกครั้งเมื่อฮิโรกิตั้งท่าจะก้าวเท้าเดินตามหลังกลุ่มศิลปินเข้าไป

                “รอก่อนได้ไหม ให้พวกนั้นเข้าไปก่อนแล้วเราค่อยตามเข้าไปนะ” ฮิโระทำได้แค่อ้าปากค้าง เขาอยากรีบเข้าไปข้างในก่อนที่ใครอีกคนจะโผล่ออกมาเจอตัว แต่ดูเหมือนจะไม่ทันเพราะจุนโนะสุเกะในชุดสูทสีเทาแยกตัวออกมาจากกลุ่มคนรู้จักมุ่งตรงมาหาเสียแล้ว

                “สวัสดีคาเมนาชิคุง...ให้ผมเดานะ คุณเป็นคนหาชุดนี้ให้ฮิโรกิใช่ไหม” ฮิโรกิทำปากยื่นให้กับมนุษย์รายแรกที่ออกปากแซว คาซึยะยิ้มเต็มวงหน้าเมื่อเห็นสายตาของจุนโนะสุเกะถนัดชัดเจน “เหมาะไหมครับ”

                “เหมาะอย่างไม่น่าเชื่อเลย” คนถูกแซวอยากจะเตะเท้าใส่ก้อนหินแถวนั้นสักทีแต่ก็ทำได้แค่ตวัดตามองเพราะผู้ชายตัวสูงที่กล้าออกปากแซวถูกดึงความสนใจไปยังนักข่าวที่เริ่มรุมล้อม ฮิโรกิหันมาจับจูงมือเพื่อนเดินเข้าในงาน ทิ้งจุนโนะสุเกะไว้ข้างหลังอย่างไม่ลังเล

 

 

                ฮิโรกิผลุบๆ โผล่ๆ ระหว่างโต๊ะที่นั่งกับการเดินไปมารอบงาน ส่วนใหญ่คาซึยะจะถูกทิ้งไว้กับบรรดาเพื่อนใหม่ที่เพิ่งได้รับการแนะนำให้รู้จักกัน จะมีก็แต่จุนโนะสุเกะที่พอจะสนิทสนมมากที่สุด

                “เบื่อหรือเปล่า” คาซึยะไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าเบื่อ เขามีอะไรมากมายที่คอยดึงดูดความสนใจ เหล่าคนดังและรูปแบบการจัดงานน่ารักช่วยทำให้เด็กหนุ่มหลงลืมคำว่าเบื่อได้หมดสิ้น ในยามที่จุนโนะสุเกะถามประโยคนั้นคาเมะจึงหันไปส่งยิ้มหวานได้เต็มดวงหน้า

                “ไม่เลยครับ ทากุจิคุงเบื่อหรือครับ ไม่ต้องมานั่งเป็นเพื่อนผมก็ได้”

                “เปล่า แค่คิดว่าฮิโรกิเอาเพื่อนมาทิ้งไว้แบบนี้คาเมนาชิคุงอาจจะเบื่อ”

                “อย่าห่วงเลยครับ ผมไม่เป็นไรตอนนี้เริ่มหิวละ อยากได้อะไรไหมผมจะได้หยิบมาเผื่อ” คาซึยะลุกขึ้นยืนพร้อมกับที่ผู้ชายตัวสูงมาดเท่อีกคนก้าวเท้าเข้าถึงโต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่ จุนโนะสุเกะลุกขึ้นยืนต้อนรับแล้วจึงแตะข้อศอกรั้งคาเมะไว้          

“คาเมนาชิคุงรู้จักซากุราอิซังหรือยัง” คาซึยะใช้เวลาในการทบทวนความทรงจำถึงผู้ชายตัวขาวหุ่นดีมากๆ ตรงหน้าแค่แวบเดียวเขาก็จำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

                “ซากุราอิ โชซังใช่ไหมครับ รู้จักครับ เมื่อก่อนเคยฟังเพลงคุณบ่อยๆ”

                “แสดงว่าเดี๋ยวนี้ไม่ได้ฟังแล้ว” โชคดีที่คาซึยะไม่ใช่ประเภทเด็กไร้เดียงสากับการเข้าสังคมจึงออกอาการเก้อเขินเพียงเล็กน้อย

                “ฟังครับ แต่ก็ไม่บ่อยเท่าสมัยก่อน”

                “ทำไมล่ะ” คาซึยะยิ้มละมุน สบตาเรียววาววับคู่นั้นอย่างตรงไปตรงมา

                “เวลาว่างน้อยลง ความรับผิดชอบมากขึ้นน่ะครับ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงคล้ายกับประหลาดใจ แต่ก็เปลี่ยนเป็นพยักหน้ารับพร้อมกับยื่นมือออกมาให้คาเมะจับเพื่อเป็นการแสดงถึงมารยาทพื้นฐาน เซนเซตัวเล็กมองมือใหญ่ที่มีนิ้วเรียวยาวตรงหน้าด้วยรอยยิ้มก่อนจะวางมือสัมผัสกับความอบอุ่นต้อนรับมิตรภาพใหม่

                “เรียกแค่ชื่อเถอะนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”

                “คาซึยะครับ ยินดีเช่นกัน”

                “เพื่อนเจ้าบ่าวเค้าเตรียมตัวกันอยู่อีกด้านแล้วพวกพี่มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ เฮียโอโนะให้ผมมา...ดู...คาเมะ! มาทำอะไรที่นี่!” เกิดความประหลาดใจขึ้นแก่ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ยกเว้นจุนโนะสุเกะที่ยืนอมยิ้มอย่างสนุกสนานอยู่ด้านหลัง คาซึยะตกใจที่จู่ๆ ก็ถูกจู่โจมจากจินอย่างไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่นักร้องหนุ่มออกแปลกใจที่เห็นคนรักมายืนจับมือกับรุ่นพี่ในค่าย ในกลุ่มนั้นโชดูจะเป็นคนเดียวที่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังอะไรเลย

                “สองคนนี่รู้จักกันแล้วเหรอ” เกิดเสียงดังอึกอักขึ้นในลำคอของคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการบันเทิงโดยตรง จุนโนะสุเกะนอกจากจะไม่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์แล้ว ยังทำให้ทุกอย่างแย่ลงด้วยการทำเสียงขลุกขลักในคอ

                “เอ่อ...” คาซึยะไม่รู้ว่าเขาควรจะอยู่ในฐานะไหน เป็นครั้งแรกที่เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ อาจารย์คนเก่งเพิ่งรู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะต้องตอบคำถามเรื่องความสัมพันธ์ของตัวเองกับจิน

                “เราสองคนรู้จักกันแล้ว...ผมว่าพี่โชปล่อยมือก่อนดีกว่าครับ ท่าทางคาเมะจะอึดอัด” คาเมะอึดอัดแต่ไม่ใช่เพราะการเกาะกุมมือของโชแน่ๆ สายตาและน้ำเสียงกดต่ำของคนบางคนนั่นแหละที่ทำให้เขาอึดอัดได้มากที่สุด

                “อ้อ จริงด้วย ขอโทษนะ”

                “รีบไปดีกว่าครับ ทางโน้นกำลังจะถ่ายรูปกัน”

                “นายก็ต้องไปด้วยกันไม่ใช่หรือ” โชขยับเท้าแต่พอเห็นว่ารุ่นน้องในค่ายที่ถูกเกณฑ์มาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวยังหยุดนิ่งก็ท้วงขึ้นมาบ้าง

                “เดี๋ยวผมตามไปครับ ขอคุยกับคาเมะสักครู่” โชสบตากับจุนโนะสุเกะ แต่พอเห็นฝ่ายนั้นยกไหล่ทำอาการคล้ายไม่รับรู้คนอาวุโสสุดก็หันหลังเดินจากมายังทิศทางเดียวกับที่จินบอกไว้

                เกิดความเงียบขึ้นในโต๊ะที่ทั้งสามคนยืนอยู่ คาซึยะเมินมองไปทางอื่นที่ไม่มีช่วงไหล่กว้างและแผ่นอกตึงเรียบของจิน  ยืนอยู่นานแต่ก็ยังไม่มีใครสักคนเอ่ยปากจึงหันไปบอกกับจุนโนะสุเกะถึงความต้องการเดิมก่อนหน้าที่จะถูกโชขัดจังหวะ

                “ขอตัวก่อนนะครับ” จากหางตา เห็นผู้ชายตัวสูงในชุดสูทสากลสีดำเรียบกริบหันไปคุยกับเพื่อนร่วมค่าย จากนั้นเสียงฝีเท้าก็ตามติดคาเมะมาในระยะประชิด ที่น่าประหลาดใจก็คือระยะประชิดนั้นกลับมีไม่มากพอที่จะรู้สึกถึงไออุ่นจากร่างกายเหมือนทุกครั้ง คาเมะอมยิ้มบางพาตัวเองมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะอาหารว่างชิ้นเล็กน่ารักหลากชนิดแต่ยังไม่ปักใจกับอย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะที่นักร้องดังยืนคุมเชิงอยู่ทางด้านขวา

                “คาเมะมายังไง ทำไมจินไม่รู้” จินก้มต่ำกระซิบอยู่กับกลุ่มผมสีดำที่วันนี้ถูกเซ็ตให้เข้าทรงเก๋แปลกตากว่าปกติ คาซึยะฉากหลบเมื่อรู้สึกถึงความใกล้ชิดเกินพอดี

                “ขยับออกไปหน่อยสิ เดี๋ยวก็มีใครเห็นเข้าหรอก!” พอเขาเลี่ยงเดินไปอีกทางจินก็สืบเท้าเข้าใกล้ไม่เกรงสักนิดว่าจะมีใครสังเกตเห็นความผิดปกติจนเกิดเป็นข่าวใหญ่ ตอนนี้ในมือของทั้งคู่มีจานใบเล็กถืออยู่แต่เป็นจินอีกละที่เอาแต่จิ้มอาหารชิ้นนั้นชิ้นนี้ใส่จานใจจนคาเมะต้องอุบอิบบอกให้หยุด

                “พอแล้ว เราทานไม่หมดหรอก”

                “คาเมะยังไม่ได้บอกเลยว่ามาได้ยังไง”

                “เรามากับฮิโระ”

                “แล้วไหนฮิโระจังล่ะ ทำไมจินไม่เห็น” ไออุ่นและกลิ่นลมหายใจสะอาดอยู่ใกล้เกินพอดีสำหรับคนที่(ควรจะ)รู้จักกันในระดับปกติ คาซึยะถอยเท้าออกห่างแต่อีกฝ่ายกลับจงใจแกล้งขยับประชิดรักษาระยะให้คงเดิม

                “คงวิ่งวุ่นทำข่าวอยู่มั้ง จิน ถอยออกไปเดี๋ยวนี้เลย อยากเป็นข่าวหรือไง!” คาซึยะกระซิบตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเครียดขรึมเมื่อนักร้องหนุ่มจงใจโอบมือผ่านไหล่บางเพื่อหยิบแซนวิชชิ้นเล็กมาวางบนจานของตนเอง

                “คิดถึง...จินคิดถึงคาเมะนี่” สีแดงไล่จากแก้มเนียนลงมาจนถึงลำคอขาวเนียนที่วันนี้เปิดเปลือยจนเห็นชัดเจน คำพูดลุ่นๆ ของจินนอกจากจะทำให้คาเมะได้อายแล้วยังทำให้เด็กหนุ่มต้องหันไปมองรอบตัวด้วยความกังวล กลัวว่าจะมีใครสักคนได้ยินเข้า

                “ไม่เจอกันตั้งสองอาทิตย์ คาเมะไม่คิดถึงจินเลยหรือ” อาจารย์คนเก่งค่อยๆ ผ่อนลมหายใจที่เก็บกลั้นไว้ด้วยความยากลำบาก คาซึยะพยายามใช้สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้า สีขาวของดอกไม้และอุปกรณ์ตกแต่งเข้าช่วยในการระงับสติและจิตใจที่กำลังกระเจิดกระเจิง บริเวณนั้นไม่มีใครอยู่ใกล้ในระยะอันตรายก็จริงแต่มันก็ยังเสี่ยงเหลือเกินกับคำพูดแบบไม่คิดของจิน

                “นายไม่ต้องไปถ่ายรูปกับคนอื่นๆ หรือไง” ความพยายามในการเปลี่ยนเรื่องของคาซึยะดูจะเป็นหมันเมื่อผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่ยอมให้ความร่วมมือ

                “คาเมะอ่ะใจร้าย ไม่คิดถึงกันแล้วยังโผล่มางานนี้ทำไม” เมื่อเห็นว่าความพยายามไม่ก่อกำเนิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ คาเมะก็คิดว่าเขาคงต้องเป็นฝ่ายหลบเลี่ยงไปเสียเอง ร่างเล็กหันหลังหนีเอาดื้อๆ ทว่ามือหนากลับแตะข้อศอก...แผ่วเบาท่วงท่าแสนสุภาพอย่างที่ไม่เคยทำ

                “อีกเดี๋ยวจินจะมีโชว์ ต้องไปเตรียมตัวแล้ว คาเมะอยู่คนเดียวอย่าเพิ่งเบื่อจนหนีกลับก่อนนะ” บทจะยอมก็ยอมง่ายๆ แถมด้วยการยัดเยียดจานเล็กในมือของตัวเองให้คนรักถือไว้ ทิ้งท้ายประโยคพร้อมรอยยิ้มเจิดจ้าก่อนจะยอมปล่อยมือให้คาเมะเดินจากมา

                “ทานเยอะๆ นะ”

 

 

                คาซึยะกลับมาที่โต๊ะก็พบฮิโรกินั่งทำหน้าตูมอยู่ก่อนแล้ว

                “คาเมนาชิคุงมีคนมานั่งเป็นเพื่อนแล้วผมไปก่อนนะ อีกเดี๋ยวอาจจะแวะมาอีกถ้า...เพื่อนคุณอารมณ์ดีพอ”

                “ครับ ขอบคุณที่อยู่เป็นเพื่อนนะครับ” จุนโนะสุเกะก้มหัวให้นิดๆ ชำเลืองมองคู่กรณีอีกครั้งก่อนจะยิ้มอย่างคนอารมณ์ดีอยู่เสมอ “ไปซะได้ก็ดี ไอ้บ้านี่อยู่ด้วยทีไรแล้วชอบทำให้หงุดหงิด”

                “ยังต้องทำงานอีกหรือเปล่า”

                “ไม่เป็นไร นั่งอยู่ตรงนี้แล้วสังเกตการณ์เอาก็ได้ ขอโทษที่ทิ้งคาเมะไปนานนะ...หิวมากหรือ” ฮิโระมองจานที่บรรจุอาหารจนแทบล้นแล้วก็ทำตาโต ส่วนคนถูกถามกลับทำหน้าเรียบเรื่อย

                “ถูกยัดเยียดมาต่างหากละ ทานด้วยกันสิ” ฮิโรกิคว้าแซนวิชเข้าปากก่อนเพื่อนจะชวนเสียอีก เขาวิ่งวุ่นทำข่าวตั้งแต่มาถึง เสื้อผ้าที่ยืมมาจากคาเมะไม่ช่วยทำให้คล่องแคล่วเหมือนทุกครั้ง ซ้ำยังทำให้เสียพลังงานเยอะกว่าที่ควร ตอนนี้เขาหิวมากพอๆ กับเหนื่อยจนเดินไม่ไหวอีกต่อไป

                “เจอจินหรือยัง”

                “อืม เจอแล้ว” เจอแล้วและก็คิดว่าวันนี้ถ้าไม่ต้องเจอกันอีกจะดีมาก

                “รู้แล้วใช่ไหมว่าเดี๋ยวหมอนั่นจะมีโชว์ด้วย”

                “รู้” ก็เจ้าตัวเขาบอกหมดแล้วนี่นะ

                “ดีหน่อยโต๊ะนี้อยู่ใกล้เวที มองเห็นชัดเจนไม่ต้องลุกไปให้เมื่อย…โอ๊ะ มาแล้วๆ อย่าบอกนะว่าจะใส่สูทร้องเพลง” ดูเหมือนสิ่งที่ฮิโระทักท้วงจะเป็นจริง จินเดินขึ้นเวทีด้วยท่วงท่ามาดมั่นแต่ก็สำรวมกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น สูทสากลทำให้ทั้งหมดดูแปลกตา ทรงผมหวีเรียบแปล้ช่วยส่งให้ชายหนุ่มดูเคร่งขรึมเกินตัวทว่าก็ยังดูดีไปเสียหมด ก่อนจะเริ่มการแสดงนักร้องหนุ่มก็เริ่มด้วยคำกล่าวคำอวยพรให้แก่คู่บ่าวสาวที่นั่งอยู่โต๊ะหน้าสุดด้วยท่าทีนอบน้อมผิดไปจากทุกที

                ในขณะที่คาซึยะพยายามจำกัดการมองของตัวเองไว้แค่ขอบเวที กระแสร้อนแรงในหน่วยตาคมติดหวานของจินก็จงใจครอบงำเด็กหนุ่มไว้เช่นกัน อากาศต้นเดือนเมษายนไม่เย็นจัดเหมือนช่วงที่ผ่านมาแต่ก็ไม่น่าจะร้อนจนเหงื่อซึมที่มือ คาเมะถูกดึงให้ไขว้เขวสุดท้ายก็เผลอหันไปสบตากับจินจนได้ ถึงจะอยู่ไม่ใกล้นักแต่จุดที่นั่งอยู่ก็สามารถมองเห็นชัดเจนว่าฝ่ายนั้นกำลังยิ้ม แววตาเจ้าเล่ห์กรุ่มกริ้มสื่อความหมายจนแก้มเนียนร้อนผ่าวหากก็ยากจะถอนสายตากลับคืนเช่นกัน

                การแสดงบนเวทีเริ่มต้นและจบลงด้วยเวลาไม่เกินสิบนาที คาเมะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอกลั้นลมหายใจจนหัวใจเต้นถี่เร็วก็ตอนที่แผ่นหลังกว้างลับหายไปจากการมองเห็น เนื้อตัวร้อนผ่าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเพิ่งรู้ว่าการพบกันในที่ชุมชนก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกรุนแรงได้ไม่ต่างจากเวลาที่ใช้ร่วมกันตามลำพัง  แก้วแชมเปญในมือถูกยกขึ้นดื่มเพื่อดับกระหายแต่กลับทำให้ยิ่งพลุ่งพล่าน ช่องท้องร้อนวาบจนเนื้อตัวสั่นเทา คาซึยะกำลังถูกอารมณ์ลึกลับเล่นงานจนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยราวกับเพิ่งออกไปวิ่งรอบสวนแห่งนี้มา

                “ฮิโระอยู่คนเดียวได้ไหม เราขอไปห้องน้ำสักครู่ อยากได้รองเท้ามาเปลี่ยนหรือเปล่าจะได้แวะไปเอามาให้” ฮิโรกิพยักหน้าเร็ว หยิบกุญแจรถให้เพื่อนอย่างไม่ยอมให้เสียเวลา ดันเลือกหยิบรองเท้าคู่ออกงานมาแต่ก็ดันต้องเดินเก็บข่าวทั่วทั้งงานเลยออกอาการระบมจนต้องหาคู่ใหม่มาเปลี่ยนในทันที จากนี้ก็รบกวนเพื่อนไปเลยละกัน งานเลี้ยงเริ่มต้นช้ากว่ากำหนดทำให้ทุกอย่างมีอันต้องเลทตามไปด้วย จากบ่ายล่วงเข้าสู่ช่วงเย็นผู้คนเริ่มทยอยกลับไปบางส่วน แต่ที่ยังอยู่ในบริเวณงานก็นับว่าไม่น้อยโดนเฉพาะสาวๆ ที่กำลังรอคอยช่วงเวลาสำคัญอย่างการโยนดอกไม้จากเจ้าสาว

                “เดี๋ยว ไม่อยู่รับดอกไม้ก่อนหรือ เค้ากำลังจะโยนกันแล้ว” มีเสียงหยอกแซวจากคอลัมนิสต์ตาสวย อาจารย์ตัวขาวมองกลุ่มของความวุ่นวายที่กำลังก่อตัวขึ้นเมื่อเสียงของเจ้าบ่าวร่างเล็กตะโกนบอกว่าถึงเวลาของการแบ่งปันความสุข แต่เรื่องนี้มันหน้าที่สาวๆ ไม่เกี่ยวกับคาซึยะนี่นา

                “ไม่ละ ฮิโระอยากได้ก็ลองออกไปลุ้นดูสิ”

                 ฮิโรกิส่ายหน้าดิก จุดนี้ยังไม่อยากแย่งสาวๆ ทั้งหลาย แล้วก็ไม่นึกอยากเป็นผู้โชคดีเหมือนกัน

 

 

                คาเมะเสียเวลาในการตามหาห้องน้ำที่หลบอยู่ในอาคารหลังใหญ่ไม่นานก็พบกับทางเดินที่ปูพรมแดงไว้ ป้ายบอกทางทำเป็นรูปลูกศรน่ารักถูกตกแต่งด้วยภาพของกามเทพตัวน้อยและดอกกุหลาบสีขาว บรรยากาศของงานน่ารักพลอยทำให้อารมณ์ดีจนสามารถแจกยิ้มให้กับเด็กหนุ่มสองคนที่เดินสวนมาได้อย่างไม่เก้อกระดาก ตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่จากฝั่งยุโรปที่ถูกดัดแปลงเป็นโบสถ์สวยงาม เดินผ่านห้องประกอบพิธีทางศาสนาไปตามทางเดินทอดยาว พอเงยหน้าก็พบกับป้ายสัญลักษณ์ของสิ่งที่ต้องการ ช่วงขาเล็กก้าวได้อีกไม่เกินสองก้าวก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเรียกจากด้านหลัง คาเมะตกใจเล็กน้อยแต่พอหันกลับไปแล้วพบกับร่างสูงของคนที่เริ่มคุ้นหน้าก็ค่อยคลายใจ

                “คาซึยะ มาคนเดียวหรือ” คาซึยะพยักหน้ารับ อีกฝ่ายเรียกชื่อจริงได้อย่างคล่องปากทั้งที่เพิ่งได้รับการแนะนำให้รู้จักกันแต่คาซึยะก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องเสียหายในเมื่อโชก็อายุมากกว่าแล้วยังรู้จักกับฮิโรกิ ชายหนุ่มมาดเนี๊ยบหยุดยืนตรงหน้า แว่นตาแบรนด์ดังสีชาช่วยส่งให้ใบหน้าของโชดูดีโดยเฉพาะตอนที่กำลังส่งยิ้มเท่ใส่ตาเขาเช่นนี้

                “จะกลับแล้วหรือครับ”

                “ทำไมรู้ล่ะ” อาจารย์ทีเอยิ้มกว้างให้กับท่าทีข้องใจของคนตรงหน้า

                “ความรู้สึกมันบอกน่ะครับ แสดงว่าผมทายถูกใช่ไหม”

                “ใช่ ทายถูก พอดีพี่มีธุระต้องไปจัดการ ตอนนี้สายมานิดหน่อยแล้วด้วย”

                “งั้นก็ ลาก่อนนะครับ” คาเมะก้มหัวให้ชายหนุ่มที่รู้อยู่แล้วว่าเขาสูงวัยกว่า ทว่าโชกลับยิ้มกว้างยื่นมือออกมาให้เด็กหนุ่มตัวเล็กแตะสัมผัสแทน “หวังว่าคงมีโอกาสได้พบกันอีก ยินดีที่ได้รู้จักนะคาซึยะ”

                “ครับ ยินดีที่ได้รู้จักซากุราอิซังเช่นกัน” คาเมะยืนมองกระทั่งเจ้าของร่างสูงเดินลับหายไปจากสายตาจึงปล่อยให้ตัวเองได้ใช้เวลากับเรื่องส่วนตัว บริเวณนั้นแม้จะเงียบสงบร้างไร้ผู้คนแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวเกินกว่าจะอยู่คนเดียว คาเมะคิดว่าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้คงไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทำเรื่องไม่ดี ยกเว้น...

 

                แม้แต่คาเมะก็ไม่เคยคิดว่าจินจะกล้า!

 

                ทั้งสถานที่ เวลา และสถานะของทั้งคู่มันเสี่ยงกับการถูกพบเห็นอย่างที่สุด แต่น้องชายของฮิโรกิก็ยังสามารถ ทันทีที่แผ่นหลังของโชลับสายตานักร้องหนุ่มจอมกวนก็คว้าต้นแขนเล็กดึงร่างคนรักเข้าหาซอกแคบระหว่างห้องน้ำชาย-หญิงอันเงียบสงบ คาเมะไม่แน่ใจว่าซอกนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยประโยชน์ใช้สอยอันใดเพราะตอนที่เดินมาถึงเด็กหนุ่มยังมองไม่เห็นมันด้วยซ้ำ

                “เฮ้ย ปล่อยนะ เดี๋ยวก็มีใครมาเห็นเข้าหรอก!” แน่นอนว่าในซอกนั้นมืดสลัวกว่าภายนอกแต่ก็ไม่ได้มืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น คาเมะเงยหน้าสบตาวาววับของจิน ปากร้องห้ามแต่ก็รู้ดีว่าคงไม่มีทางได้รับการปฏิบัติตาม ริมฝีปากอุ่นร้อนนาบทับลงบนซอกคอขาวหยุดยั้งทุกการดิ้นรนให้เหลือเพียงเรือนร่างที่โอนเอียงเข้าหาสัมผัสให้แนบชิดยิ่งขึ้น

                “อยากทำแบบนี้ตั้งแต่เห็นหน้า อย่าห้ามเลยนะ คิดถึงจะแย่แล้ว” ถึงจะอยากห้ามก็คงทำไม่ได้เพราะริมฝีปากถูกปิดทับแนบแน่นด้วยริมฝีปากหนาแต่วันนี้นุ่มนวล รสจูบแห่งความโหยหาเรียกร้องเอาแต่ใจจนร่างเล็กอ่อนระทวยด้วยเวลาเพียงน้อยนิด จินดูดกลืน ซึมซับทุกหยาดหยดจากปลายลิ้นนุ่มจนมันชาหนึบ ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเล็กเหยียดตรง เนื้อผ้ามากชิ้นยังไม่สามารถปิดกั้นความร้อนระอุจากความต้องการของคนตัวโตได้ แผ่นหลังบางลุกไหม้อยู่ใต้การโลมเล้า

                “คิดถึงจินไหม” แก้มเนียนถูกคลอเคลียย้ำคำถามเดิม จากนั้นก็เปลี่ยนไปตั้งคำถามเอากับส่วนอื่นๆ จนทั่วใบหน้าและซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นคุ้นเคย จินกระหายราวกับอดยากมาเนิ่นนาน สองสัปดาห์ของความเหินห่างปลุกเร้าความรักใคร่ให้ลุกโพลงได้ง่ายนัก กลิ่นกาย รสจูบ และการตอบสนองเร่าร้อนรุนแรงถูกตราตรึงไว้ในทุกส่วนของความทรงจำคล้ายยาเสพติด

                “อื้อ...”

                “คิดถึงจินหรือเปล่า บอกสิ จินอยากได้ยิน” กระดุมเสื้อเชิ้ตตัวในถูกเลาะจนสาบเสื้อแยกออกจากกัน ไอเย็นที่ลามไล้ผิวกายเรียกสติอาจารย์คนเก่งให้กลับมาเพื่อพบว่าตนกำลังพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ทันทีที่ผิวกายเนียนละเอียดสีขาวจัดถูกเผยให้เห็นตรงหน้า จินก็ก้มลงซุกไซร้ริมฝีปากลงกับฐานคอขาว มือใหญ่จัดให้แผ่นหลังเล็กเบียดชิดกำแพงกระเบื้องเย็นเฉียบ ปลายนิ้วเรียวยาวกดคลึงกลีบปากอิ่มบางคล้ายต้องการหยุดยั้งเสียงร้องครางเผื่อว่าจะมีใครบังเอิญเดินผ่านไปมาอยู่ด้านนอก

                “จิน พะ พอแล้ว...ตรงนี้ไม่ได้นะ!” ทั้งที่คิดว่าตัวเองตะโกนออกไปสุดเสียงแต่เอาเข้าจริงมันกลับดังอยู่แค่ในอก ไม่แม้แต่จะหลุดออกมาจากกลีบปากที่กำลังถูกเล่นงานด้วยปลายนิ้วที่สอดลึก จินคลุกเคล้าใบหน้าควานหาความหวานจากผิวเนื้อสีน้ำนมสดอย่างผู้เชี่ยวชาญ กระดุมถูกเลาะตลอดแนวแต่ก็ยังปรานีที่ไม่ปลดเปลื้องผ้าทุกชิ้นออกจากร่างเล็กเสียทั้งหมด

                “ห้ามจินหรือไม่ก็บอกว่าคาเมะคิดถึงจิน คาเมะ บอกก่อนที่จินจะหยุดตัวเองไม่ได้…นะ” จินทำจริงคาเมะรู้ และไม่แน่ใจด้วยว่าจะหยุดคนตัวโตได้เหมือนอย่างที่เจ้าตัวกล่าวอ้าง ตอนนี้จุดเล็กๆ กลางแผ่นอกซ้ายขวาถูกครอบครองเรียกความเสียวซ่านจากปลายเท้าจรดเส้นผม เนื้อตัวไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป มันอ่อนเหลวหลอมละลายเข้าหาริมฝีปากร้ายกาจจนหมดสิ้น แล้วคาเมะจะไปเรียกหาแรงใจจากที่ไหนมาหยุดแรงรักจากคนเหนือกว่าทุกทางได้กันเล่า

                “ร่างกายคาเมะบอกว่าคิดถึง แต่จินอยากได้ยินเสียงคาเมะ ที่รักบอกจินหน่อย” เสียงหอบหายใจรัวเร็วรุนแรงดังลั่นอยู่ในซอกแคบมืดสลัว เสียงอื่นจากภายนอกเป็นได้แค่อะไรที่ดังมาจากที่ไกลแสนไกล จินหยุดการจู่โจมช่วงอกบางหลังจากให้ความสุขอย่างทัดเทียม ดวงตาเข้มจัดมองใบหน้าแดงระเรื่อ เรือนผมที่ถูกเซ็ตอย่างดีหลุดลุ่ยระต้นคอและแก้มเนียน กลีบปากบางบวมเจ่อจากการกดคลึงจากปลายนิ้วมือ

                “บอกจินได้หรือยัง คิดถึงกันไหม...” ริมฝีปากคลอเคลียอยู่กับปลายจมูกเล็ก ส่วนมือก็ช่วยติดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่ถูกปลดเลาะทั้งหมด คาเมะทั้งมึนและงงจนพูดอะไรไม่ออก ยืนให้จินจัดการกับเสื้อผ้าจนมันกลับมาเรียบร้อยดังเดิม

                “ถอยไปเลย...ทำอะไรไม่รู้จักคิด เกิด...ใครมาเห็นเข้าจะทำยังไง บ้าจริง!” มือกลมดันไหล่หนาออกห่างอย่างยากลำบาก เพราะไม่ว่าจะใส่เรี่ยวแรงไปเท่าไหร่กำแพงตรงหน้าก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับสักองศา

                “บอกก่อน คิดถึงกันหรือเปล่า” คาเมะจิ๊ปากอยากจะซัดให้สักทีแต่พอได้สบตาดำเข้มจัดมือไม้ก็อ่อนแรงเอาดื้อๆ คนเอาแต่ใจยังดึงดันจะเอาคำตอบให้ได้

                “อืม...”

                “อืม อะไรครับ”

                “เอ๊ะ...” ใบหน้าคมก้มต่ำจนชิด ฟันคมแทะเล็มไปบนริมฝีปากด้านล่างของคนตัวเล็กแค่พอให้รู้สึก ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ็บปวด คาเมะพลิกหน้าหนี

                “คิดถึง พอใจหรือยัง!” ความพึงพอใจของจินถูกถ่ายทอดผ่านทางจูบรุมร้อน รุนแรง เนิ่นนาน กระทั่งแว่วเสียงพูดคุยของบุคคลที่สามจากด้านนอกนั่นแหละเจ้าตัวถึงยอมหยุดทั้งที่ยังเสียดาย คาเมะเบียดร่างกายเข้าหาร่างสูงอย่างลืมตัว จินกดจูบลงบนกลุ่มผมหอมกรุ่นพร้อมกับกดใบหน้าเล็กให้ซุกเข้ากับอกกว้างเบียดชิดจนแทบกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน รอจนเสียงจากภายนอกเงียบหายไปจึงช่วยเซนเซตัวขาวจัดแต่งทรงผมให้เหมือนเดิมมากที่สุด

                “เดี๋ยวก่อน...” มือเล็กรั้งข้อมือหนาไว้เมื่อจินตั้งใจจะเดินออกจากบริเวณนั้น นักร้องชื่อดังไม่ต้องเสียเวลากับความข้องใจเมื่อได้รับคำตอบเป็นมือที่ขยับขึ้นจัดเนคไทที่หลุดลุ่ย สาบเสื้อสูทตัวนอกที่อยู่ผิดที่ผิดทางคาเมะก็จัดการให้เรียบร้อยอย่างที่ควรจะเป็น

                “ขอบคุณครับ” ยิ้มเจ้าเล่ห์ใส่ตา

                “เราจะออกไปก่อน นายอยู่ในนี้สักพักนะ รอให้แน่ใจว่าไม่มีใครแล้วค่อยออกไป”

                “ไม่เอา ออกไปพร้อมกัน จินจะเดินไปส่งคาเมะที่โต๊ะ”

                “แต่...” คำคัดค้านของคาเมะไม่เป็นผลเมื่อข้อมือเล็กถูกดึงไปกุมไว้ อาจารย์คนเก่งมองไปทั่วบริเวณโชคดีที่ส่วนนั้นยังเงียบสงบ ผู้คนเริ่มทยอยออกจากงานทำให้บรรยากาศปลอดโปร่งมากพอที่จะยินยอมให้จินกุมมือมาจนเกือบถึงส่วนงานเลี้ยง คาซึยะเหลือบเห็นผู้หญิงสองคนที่เดินสวนกับพวกเขาตรงหน้าห้องน้ำก็รีบกระชากมือออกจากมือหนาเลี่ยงพาตัวเองกลับไปนั่งปั้นหน้าที่โต๊ะตัวเดิม ส่วนจินถูกกลุ่มคนดังกลุ่มใหญ่รั้งไว้แทน

                “คาเมะ ไปนานเลยเจอรองเท้าไหม” คาเมะครางอย่างโกรธเคือง เพราะคนบ้านั่นทำให้เขาลืมว่าต้องแวะไปเอารองเท้ามาให้ฮิโระเปลี่ยน “ขอโทษทีฮิโระ เราลืม เดี๋ยวจะกลับไปเอามาให้นะ”

                “ช่างเถอะ ไม่ต้องหรอก เดินไปเดินมาเหนื่อยเปล่าๆ เราดีขึ้นเยอะละ อีกเดี๋ยวก็จะชิ่งกลับเลย” ฮิโรกิทดลองยืนอีกครั้งก็พบว่าความเจ็บปวดจากการโดนปลายรองเท้าบีบลดน้อยลงแต่ก็ใช่ว่าจะหายสนิท จมูกเล็กย่นน้อยๆ เขาต้องบอกลาคู่บ่าวสาว เพื่อนๆ น้องๆ ก่อนจะปลีกตัวออกจากงานได้

                “ลองดูสิว่าคู่นี้พอใส่ได้หรือเปล่า” ยังไม่ทันได้ออกเดินไปทางไหนก็ถูกดักทางไว้โดยคนตัวสูงที่หายไปนับชั่วโมง จุนโนะสุเกะวางรองเท้าสีน้ำตาลคู่ใหม่ลงกับพื้นหญ้าบอกด้วยสายตาว่าให้ฮิโรกินั่งลงเพื่อลองสวมแทนที่คู่เดิม

                “นายไปเอาของใครมา อย่าบอกนะว่ามีรองเท้าคู่ใหม่(หลายคู่)สำรองไว้ในรถ”

                “จะใส่ไหมฮิโรกิ” ฮิโรกิสวมรองเท้าคู่ใหม่เสร็จก่อนจุนโนะสุเกะจะถามจบเสียอีก

                “พอดีเลย”

                “พูดได้แค่นั้นหรือไง”

                “...ขอบคุณมากครับทากุจิซัง!” แม้จะเป็นคำขอบคุณแบบกระแทกกระทั้นและประชดประชันแต่จุนโนะสุเกะก็พึงพอใจในระดับของเขา ชายหนุ่มทิ้งทั้งสองคนไว้ด้วยกันอีกครั้งเมื่อถูกเรียกจากกลุ่มเดียวกับที่มีจินยืนรวมอยู่

                “น่ารักนะ”

                “อะไร”

                “ทากุจิซังน่ะ น่ารักนะ รองเท้านี่ยังใหม่อยู่เลย” เห็นอยู่หรอกว่ามันใหม่ แต่ก็นั่นละจุนโนะสุเกะเคยทำอะไรให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทนที่ไหนกัน

                “ราคาคงแพงน่าดู” คาซึยะเลิกคิ้วให้กับการตั้งข้อสังเกตของเพื่อน แต่เมื่อคนพูดไม่ยอมไขข้อข้องใจใดๆ เขาก็ไม่ใช่พวกชอบซักไซ้ไล่เรียงเสียด้วย

                “กลับกันเลยเถอะ คาเมะจะไปบอกไอ้จินก่อนไหม” แน่นอนว่าความคิดนั้นไม่เคยมีอยู่ในหัวของคาซึยะเซนเซเลย พอเพื่อนส่ายหน้าเป็นคำตอบฮิโรกิก็เดินตัวปลิวผ่านกลุ่มศิลปินกลุ่มใหญ่ แม้ในมือจะหิ้วรองเท้าอีกคู่ไว้เพื่อนของคาเมะก็ยังเชิดหน้าได้สูงจนเขานับถือ

 

 

                เจ้าของดวงตาเรียวสวยกำลังเตรียมตัวเข้านอนเมื่อตอนที่ได้ยินเสียงกริ่งดังขึ้นที่ประตูหน้า เวลาไม่ดึกนักแต่ก็ไม่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ควรรับแขก เด็กหนุ่มชะโงกหน้ามองผ่านกระจกแล้วก็พบกับคำตอบ รถตู้คันใหญ่สีดำคุ้นตาจอดเทียบอยู่ที่รั้วบ้านส่วนคนที่กดกริ่งอยู่ตอนนี้คงไม่ต้องเสียเวลาเดาให้ยุ่งยาก

                “มีอะไรกันน่ะ ทำไมมาดึก...หือ....” เพียงแค่บานประตูถูกแง้มออก จินก็พาร่างสูงในชุดสูทตัวเดิมสอดผ่านเข้าด้านในอย่างรวดเร็ว คาซึยะมีเวลาให้แปลกใจกับการมาเยือนยามค่ำคืนของนักร้องหนุ่มแค่เสี้ยววินาทีก็ถูกริมฝีปากหนาฉกลงบนกลีบเนื้อนุ่มเป็นการขโมยจูบที่แสนดุดันและร้อนแรงจนในหัวหมุนคว้าง

                “จินแวะเอาของมาให้” อาจารย์คนเก่งได้แต่ยืนงงยังไม่ทันเอ่ยถามก็ถูกยัดเยียด ของ ใส่มือแล้วคนเอามาให้ก็ยิ้มยิงฟันอย่างมีความหวัง

                “อะไรน่ะ...”

                “ดอกไม้จากช่อบูเก้ของเจ้าสาว”

                “หา?...”

                “จินได้มาช่อหนึ่งเลยเอามาฝากคาเมะ” ช่อหนึ่งที่ว่าก็คือดอกกุหลาบสีขาวดอกเดียวที่ถูกจัดเข้าช่อแซมด้วยใบไม้และดอกเดซี่เล็กๆ “ขอรางวัลด้วยครับเซนเซ”

                “รางวัลอะไร?” รางวัลสำหรับอะไรไม่รู้ รู้แต่คนเสียเปรียบมีแค่คาเมะแต่เพียงผู้เดียว ผู้บุกรุกยามค่ำคืนกดจูบลงบนริมฝีปากบาง ย้ำฟันลงกับลิ้นเล็กหยอกเย้าจนคนรับหายใจไม่ออก จากนั้นก็ตอดชิมด้วยปลายลิ้นเรียวจนทั่วบริเวณ จูบต่อเนื่องยาวนานจนร่างเล็กเอนซบอิงอกอุ่นจินจึงยอมถอนริมฝีปากอย่างแสนเสียดาย

                “พรุ่งนี้จินมีงาน อากิซังไม่ยอมให้คลาดสายตาแน่ๆ แต่อีกสามวันจินว่าง แล้วจะมานอนค้างด้วยนะ” คนหล่อใช้ฟันคมงับริมฝีปากด้านล่างของคาเมะอีกครั้งอย่างห้ามใจไม่อยู่ จากนั้นก็จูบแรงๆ บนแก้มใสแล้วจึงผละไปอย่างรวดเร็วเหมือนตอนที่มาถึง ปล่อยให้คาซึยะได้แต่ยืนมองดอกไม้ในมือด้วยความสงสัยกึ่งอ่อนใจ

                “ใครจะให้มานอนด้วยไม่ทราบ โมเมเป็นที่หนึ่ง”

 

 

 

 

--------------
 
 
 
 
ตอนสามมาเร็ว(ไปไหม?)เนาะ ^^
เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาของความหวานชื่นแล้ว(เย้) อย่างที่บอกไปเมื่อตอนที่แล้วว่าฟิกเรื่องนี้เป็นช่วงเวลาที่บอกเล่าเรื่องราวความรักของเซนเซตัวขาวกับนักร้องหนุ่มรูปหล่อ(ฮิ) เพราะฉะนั้นหลังจากศึกษาดูใจกันไปในระยะสั้นๆ (แค่สองตอน)ก็เข้าเรื่องรักของทั้งคู่เลยทีเดียว หวังว่าคนอ่านคงจะไม่ติดขัดในอารมณ์กันหรอกเนาะ(เนาะๆ)
 
 
ดีใจที่ได้เห็นคอมเม้นตอบรับความน่ารักของไอ้(พี่)จินอย่างที่ไม่เคยได้รับ(หัวเราะ) ส่วนใหญ่เคยชินแต่คำถากถางต่อว่าพี่จิน มาครั้งนี้สามารถสื่อความน่ารักของพี่จินออกมาให้ทุกคนได้สัมผัสก็เลยชอบใจเป็นอย่างมาก ขอบอกว่านี่แค่จิบๆ ต่อไปพี่จินจะอาการหนักกว่านี้หลายเท่า(รักมาก หวงมาก เพ้อมาก แล้วก็เสี่ยวมากด้วย) ส่วนคาเมะในเรืองนี้ก็...หมัดหนักสุดๆ ไม่เชื่อก็ต้องรอดูกันต่อไปค่ะ
 
 
ขอความเมตตาอ่านแล้วคอมเม้นเช่นเคยค่ะทุกท่าน (ยิ้มอ้อน)
 
 
 
 
Popsical_Kwan
21-Jan-2011
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 21 Jan 2011 17:04:49 by Popsical_Kwan